จริงดิ!! “ออนไลน์” ตัวช่วยทำธุรกิจของคุณให้ “ปัง” (มีคลิป)

จริงดิ!! “ออนไลน์” ตัวช่วยทำธุรกิจของคุณให้ “ปัง” (มีคลิป)

   โดย ดร.โดม อุดมธิปก ไพรเกษตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิทัล บิสิเนส คอนซัลท์ จำกัด

            สวัสดีครับสัปดาห์ก่อนเราคุยทิ้งท้ายกันเรื่อง O2O หรือ Online to Offline , Offline to Online พร้อมประเด็นคำถามว่ามีความจำเป็นหรือไม่กับการต้องทำออนไลน์ ถ้าเราเคยทำออฟไลน์อยู่แล้วเราต้องไปทุ่มเทกับการทำออนไลน์เลยหรือไม่ หรือค่อยเป็นค่อยไป หรือจะให้น้ำหนักกับฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากน้อยขนาดไหน

            นี่คือประเด็นคำถามที่ผู้ดำเนินรายการ SME CHAMPION ทางคลื่น 89.5 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี ได้ตั้งประเด็นในการพูดคุยกันในวันนี้ (19 มี.ค.) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจเอสเอ็มอีได้อย่างมากในการนำไปใช้ต่อยอดให้กับธุรกิจของคุณ

            อยากจะเรียนอย่างนี้ว่าสมมติเราอยู่ในธุรกิจที่ทำออฟไลน์ ถ้าทำออฟไลน์ส่วนใหญ่ก็ต้องมีหน้าร้านกับไม่มีหน้าร้าน หน้าร้านก็คือขายให้ลูกค้าคนสุดท้าย ไม่มีหน้าร้านก็จะมี 2 แบบคือทำส่งให้กับลูกค้าคนสุดท้ายว่าเป็นผู้ผลิตสินค้าแล้วส่งให้กับคนอื่นเพื่อเอาไปประกอบในการทำธุรกิจต่อ อันนี้ธุรกิจที่ไม่มีหน้าร้านนะครับ

ทีนี้คำถามคือมันอยู่ที่ว่าเราอยู่ในธุรกิจไหน แล้วลูกค้าของเราตอนนี้เคลื่อนไปอยู่บนโลกออนไลน์มากน้อยแค่ไหนแล้ว ยกตัวอย่างเช่นถ้าผมทำร้านอาหารการทำออนไลน์ถามว่าจำเป็นมั้ย แล้วควรทำแค่ไหนในมุมมองผมมีความจำเป็นเพราะว่าวันนี้คนหาข้อมูลร้านอาหารผ่านออนไลน์ค่อนข้างเยอะ ถ้าเราไม่มีแห่งหนที่อยู่ของตัวเองบนโลกออนไลน์ลำบาก

การลงทุนที่ง่ายที่สุดก็คือไปสมัครกับเว็บไซต์ “วงใน”เพื่อที่จะให้ร้านอาหารเราอยู่กับ “วงใน” แค่นี้พอแล้ว ถามว่าจะต้องไปทำเพจ ไปทำยูทูป ไปทำทวิสเตอร์ ไปทำเว็บไซต์หรือไม่ ถ้าร้านอาหารเรายังเล็กอยู่ยังไม่จำเป็นเอาแค่นี้ก่อน เพราะว่าตัวเว็บไซต์ “วงใน” มีทั้งตัวแอพลิเคชั่นมีทุกอย่างหมด มันก็จะทำให้คนค้นหาร้านอาหารก็มีโอกาสเจอเรา

เสร็จแล้วถ้าทำอีกสเต็ปหนึ่งสำหรับบางธุรกิจเช่นสมมติขายเสื้อผ้า ตอนนี้ลูกค้ามาซื้อที่ร้านไม่ได้ขายส่งไม่ได้ขายผ่านออนไลน์ยังขายได้ดีอยู่ก็ขายต่อไป แต่ถ้าเมื่อไหร่คิดว่าลูกค้าเราน่าจะมากเพิ่มขึ้นได้เราก็ใช้วิธีไปประชาสัมพันธ์ผ่านเฟสบุ๊คทำให้ลูกค้าที่เคยมาซื้อเสื้อผ้ากับเราซื้อซ้ำใหม่ได้ โดยที่อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องมาหาเราที่หน้าร้าน ที่เว็บไซต์หรืออาจจะเพิ่มไลน์แอตเข้าไปนะครับ

เพราะฉะนั้นมันก็จะมีหลายรูปแบบ ถามว่าวันนี้ต้องทำหรือไม่ออนไลน์ในมุมมองผมต้องทำ ส่วนจะทำมากทำน้อยอีกเรื่องหนึ่งขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจเราเป็นธุรกิจอะไร แล้วลูกค้าของเรานั้นไปอยู่บนโลกออนไลน์มากน้อยแค่ไหนแล้วเราต้องการใช้ออนไลน์เป็นเครื่องมืออะไร ให้เขาค้นเราเจอหรือเพื่อให้เขากลับมาซื้อซ้ำ หรือใช้เป็นช่องทางในแง่ของการสื่อสารระหว่างเรากับเขา มันก็ใช้เครื่องมือต่าง ๆได้

ทีนี้ถ้าผู้ประกอบการท่านไหนไม่แน่ใจหรือไม่มั่นใจก็ลองเข้ากูเกิลแล้วไปค้าหาดูร้านคู่แข่ง แล้วดูว่าร้านคู่แข่งเขาทำหรือไม่ หรือเข้าเฟสบุ๊คใส่ชื่อสินค้าหรือบริการของเราเข้าไปในเฟสบุ๊คหรือใส่ชื่อสินค้าบริการของเราไปที่กูเกิลแล้วดูเลยครับว่าจะมีคนรู้จักเราหรือรู้จักสินค้าของคู่แข่งบนโลกออนไลน์ หรือมีการค้าหาสินค้าคู่แข่งบนโลกออนไลน์มากน้อยแค่ไหน

ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีเบื้องต้นเลยครับเพราะว่าเวลาใครจะทำออนไลน์หรือวันนี้ทำแล้วก็แล้วแต่ เราอยากรู้เรื่องพฤติกรรมของผู้บริโภคเวลาเขาค้นหาสินค้าบนออนไลน์อยากจะรู้จัก ผมแนะนำให้ใช้  2 เรื่องอันแรกคือใช้กูเกิลเพราะว่าการที่มีคำค้นของเราบนกูเกิลเยอะ ซึ่งอาจจะไม่ใช่บริษัทเรานะแสดงว่ามีคู่แข่งมาทำเนื้อหาบนโลกออนไลน์เยอะ แสดงว่ามีผู้บริโภคคนสุดท้ายกำลังมีความสนใจความต้องการมาค้นสินค้าหรือบริการบนกูเกิลเยอะ ทีนี้มันไม่ใช่แค่เปิดกูเกิลแล้วใส่คำลงไปอันนั้นมันก็แค่เห็นว่ามีใครโชว์ในหน้าแรกบ้าง มีคำอะไรบ้าง จำนวนกี่หน้า

ผมแนะนำให้ใช้เครื่องมือของกูเกิลอีกตัวหนึ่งที่เรียกว่า “Google AdWords”  ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ในการโฆษณานะครับ ยังไม่ต้องซื้อโฆษณานะครับก็คือว่าเข้า “Google AdWords”  ก็ต้องสมัครเป็นสมาชิกแล้วใช้ G mail สมัคร พอสมัครเสร็จปุ๊บให้ไปดูฟังก์ชั่นที่เรียกว่า “Keyword Planner” เราลองใส่คำที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของเราลงไป จะลองใส่ชื่อสินค้าบริการก็ได้เช่นอยากรู้ว่ามีคนค้นชื่อสินค้าบริการเราเดือนหนึ่งมากน้อยแค่ไหนก็ใส่ลงไปได้ แต่นั่นคือเป็นคนที่มีโอกาสเป็นลูกค้าเราเยอะสุดแล้ว คือค้นชื่อสินค้าและบริการเราใช่มั้ย

ซึ่งถ้าเป็นคนกลุ่มนี้แปลว่าเขาค้นชื่อเราแสดงว่าเขายังไม่รู้จักเรา หรือเขาค้นชื่อเราเพราะเขาอยากรู้จักเรามากขึ้น ทีนี้ถ้าเราไม่มีข้อมูลอะไรอยู่บนออนไลน์เลยเขาอาจจะไปเจอคำอื่น ๆ เจอคู่แข่งสามารถซื้อ Keyword ชื่อเราได้นะหรือว่าไปเจอคำที่ลูกค้าเราเคยพูดถึงเรา ซึ่งถ้าเป็นเรื่องดีก็ดีไปถ้าไม่เป็นเรื่องดีก็แย่

ทีนี้นอกเหนือจากการใส่  Keyword ชื่อของเราบริการของเราแล้ว ก็ใส่  Keyword ที่เป็นลักษณะการให้บริการหรือลักษณะของสินค้าบริการเราลงไปมันก็จะมีคำออกมาเยอะแยะเลย แล้วเราจะเห็นเลยว่าคำพวกนี้มันมีคนค้นต่อเดือนประมาณเท่าไหร่ เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน แล้วกูเกิลมันช่วยบอกว่าคำแบบนี้เวลาเขาค้นมันมีคำที่ใกล้เคียงกันหรือคำที่เขาหากันมากน้อยแค่ไหน

เคยมีลูกค้ามาปรึกษาผมว่าอยากจะดูธุรกิจรปภ.มีการค้นหาคำบนออนไลน์มากน้อยแค่ไหน  แต่เราจะเห็นที่มันแปลก ๆ มากเลยนะ คือค้นหาคำว่า “ยาม” “รปภ.” “ยูนิฟอร์ม” “เงินเดือน” “ค่าตอบแทน” เพราะฉะนั้นคำพวกนี้เราก็รู้จำนวนคนค้นด้วย พอรู้จำนวนคนค้นเราก็รู้ว่ามันมีความต้องการเกี่ยวกับเรื่องนั้นมากน้อยแค่ไหนสามารถประเมินขนาดของตลาดได้ แล้วถ้าเราทำเอะตลาดมันน่าสนใจแต่ว่าเรายังไม่เคยมีออนไลน์เราก็จะได้ทำออนไลน์ให้มันดี

ทีนี้กูเกิลมันไปสัมพันธ์กับตัวเว็บไซต์เพราะมันเน้นให้เกิดการค้นหาบนเว็บไซต์เป็นหลัก รองลงมาก็คือตัวยูทูป รูปภาพอย่างนี้เป็นสิ่งที่กูเกิลให้ความสำคัญในการค้นหา เพราะฉะนั้นถ้าลูกค้าบนตัวกูเกิลมีเยอะเวลาใส่  Keyword ใส่อะไรลงไปแล้วแปลว่าเราอาจมีความจำเป็นต้องทำเว็บแล้ว

ซึ่งปัจจุบันการทำเว็บไซต์ก็ไม่แพงนะ ตัวเว็บไซต์จ้างออกแบบถูกสุดก็คือฟรี แพงขึ้นมาเป็นหลักพัน ถ้าแพงมาก ๆก็หลักหลายล้านมันขึ้นอยู่กับสเกลของบริษัทว่าต้องการข้อมูลมากน้อยแค่ไหนนะครับ แล้วเราก็เอาคำที่เราค้นเจอนั่นแหละเขียนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของเราใส่เข้าไปในเว็บไซต์ แล้วก็ต้องใช้เวลานะครับ มันจะไม่สามารถแบบเขียนวันแรกแล้วขึ้นติดอันดับ 1 ใน 10 เลย ไม่ใช่ ก็ต้องหมั่นเข้าไปดูแล แต่เว็บไซต์ก็เป็นหน้าบ้านที่ดี โอเคอันนี้ก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่ง

ในขณะเดียวกันกูเกิลเองมีเครื่องมือที่ผมมักจะแนะนำนะครับ 2 ตัวคือ Google Trend ดูแนวโน้ม แนวโน้มของ Keyword ที่มีคนใช้ค้นหาบนกูเกิล เมื่อสักครู่เราพูดถึง  AdWords อย่างถ้าสมมติวันนี้เราเข้าไปที่ Google Trend นะครับ เราก็จะเห็นคำที่คนไทยค้นหามากที่สุดอย่างเมื่อวานหรือวันนี้ก็จะเป็น “หวยออก” “ล็อตเตอรี่” หรืออะไรอย่างนี้ ก็จะว่าไปเลยว่าแต่ละวันมันจะมีคำที่ค้นว่าอะไร

ทีนี้คำพวกนี้เราสามารถที่จะใส่ได้ทำเปรียบเทียบได้นะครับ ดูเป็นรายจังหวัดได้ เราอยากรู้ว่าคนจังหวัดไหนสนใจคำแบบไหน คำ ๆนั้นสนใจมากน้อยแค่ไหน อย่างตอนนี้ละคร “บุพเพสันนิวาส”ฮิต “ออเจ้า”ฮิต เราก็อยากรู้ว่ามีคนพูดถึงเรื่องบุพเพสันนิวาสจังหวัดไหนมากกว่ากัน ซึ่งตรงนี้เราอาจจะมาจากแบรนด์ในเรื่องของการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งบนโลกออนไลน์ได้  อันนี้ก็เป็นเครื่องมือตัวที่สองของกูเกิล

ตัวที่สามของกูเกิลเราเรียกว่า “ยูทูปเทรนด์” ซึ่งยูทูปเทรนด์ก็จะคล้ายกันครับ แต่เป็นการดูว่ามีคนพูดถึงวีดีโอเรื่องไหนมากกว่ากันในแต่ละช่วงเวลา ทำไมต้องมาดูยูทูปเพราะว่าตัวเลขหลาย ๆตัวเลขมันตอบอย่างนี้ว่าปัจจุบันวีดีโอเป็นเครื่องมือที่ได้รับความสนใจค่อนข้างมากกับผู้ใช้สื่อออนไลน์ ถ้าเราทำคอนเทนต์เป็นรูปแบบ Text ตัวหนังสือกับรูปแบบรูปภาพ กับรูปแบบวีดีโอ รูปแบบวีดีโอจะมีคนสนใจมากที่สุดนะครับ

ทีนี้บนยูทูปเป็นสื่อออนไลน์ที่มีคนเข้าไปดูค่อนข้างเยอะ ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าบางคนดังมากบนโลกยูทูปแต่เราไม่รู้จักแต่ว่าคนที่ดูยูทูปประจำเขาจะรู้จัก คนที่ดูยูทูปประจำเขาจะค้นหาจากไหน 1. เขาค้นหาจากกูเกิล 2.เขาไปค้นหาหรือติดตามบนยูทูปเพราะบนยูทูปเขาติดตามได้ ทีนี้เราในฐานะเป็นเอสเอ็มอีเราอยากรู้ว่าคนสนใจเนื้อหาประเภทไหนเราไปติดตามได้ ไม่ใช่บอกว่าต้องไปผลิตวีดีโอนะจะได้เข้าใจเรื่องของพฤติกรรมหรือรสนิยมของลูกค้าบนโลกออนไลน์ อันนี้สามตัวที่แนะนำให้ใช้บนกูเกิล

อีกตัวหนึ่งบนเฟสบุ๊คครับ ทุกวันนี้เราใช้เฟสบุ๊คกันค่อนข้างเยอะ ตัวเลขที่ใช้ประจำ 40 – 45 บัญชี ต่อเดือน แต่ถ้าจำนวนบัญชีทั้งหมดของเมืองไทยมีประมาณ 51 ล้านบัญชี ถือว่าค่อนข้างเยอะในฟังก์ชั่นของเฟสบุ๊ค หน้าฟีดมาด้านซ้ายมันจะแบ่งจอเป็นสามส่วนถูกมั้ยครับ

เนื่องจากเราคุยทางวิทยุก็พยายามทำให้ผู้ฟังเอสเอ็มอีของเรานึกภาพตาม ถ้าเปิดจากมือถือจะไม่เห็นนะครับ เปิดจากโน๊ตบุ๊คจอจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ซ้ายมือสุดจะเป็นฟังก์ชั่นถูกมั้ยครับ ตรงกลางเป็นฟีดข่าว ขวามือก็จะเป็นพวกโฆษณาบ้าง เป็นแจ้งเตือนโน่นนี่นั่น ซ้ายมือด้านล่างสุดมีคำว่า “โฆษณา” ถ้าคลิกเข้าไปในส่วนนี้นะครับจะมีฟังก์ชั่นหนึ่งถ้าเป็นภาษาอังกฤษเรียกว่า “เฟสบุ๊คออดิอินไซต์” คลิกเข้าไปก็จะมีข้อมูลอยู่เยอะมากเลย มันเป็นการดึงเอาข้อมูลของคนทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะเมืองไทยนะที่ใช้เฟสบุ๊คมาให้เห็น โดยที่เราสามารถที่จะเลือกได้ว่าเฉพาะประเทศไทย

สมมติว่าเราเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่ที่จังหวัดหนองคาย เราก็ใส่จังหวัดหนองคาย สิ่งที่เราจะเห็นคือเราจะรู้เลยว่าในหนองคายมีคนใช้เฟสบุ๊คกี่คนน่าสนใจมั้ย รู้ด้วยว่าเป็นช่วงอายุเท่าไหร่ โดยที่เฟสบุ๊คจะแบ่งช่วงอายุเป็น 18-24  25-34 ก็แบ่งไปเรื่อย ๆ รู้ว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง รู้ว่ากำลังศึกษาในระดับชั้นไหนต่ำกว่าปริญญาตรี สูงกว่าปริญญาตรี รู้ว่าเป็นคนโสดหรือแต่งงานแล้ว หรือหย่าแล้ว รู้ว่ามีอาชีพอะไร แค่นี้ยังไม่พอสมมติว่าเราเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องของร้านอาหารมังสวิรัติ ซึ่งมังสวิรัติมัน Need มาก ๆเลยนะบนโลกออนไลน์ถูกมั้ย บนโลกชีวิตจริงมันก็ Need มากคือเล็กมาก

ในเฟสบุ๊คมีเมนูในหน้าเดียวที่บอกไปเมื่อสักครู่นี้ ด้านซ้ายมือลงมามันจะมีส่วนที่เรียกว่า “อินเทอร์เรส”ให้ใส่คำว่า “อาหารมังสวิรัติ” คุณจะรู้เลยว่าคนที่หนองคายสนใจมังสวิรัติกี่คน เพศ อายุ การศึกษา สถานะครอบครัว อาชีพเป็นอย่างไร และสามารถรู้ได้ว่าคนกลุ่มนี้ไปติดตามเฟสบุ๊คเพจอะไรบ้าง เราก็เข้าไปศึกษา พอเราได้ข้อมูลพวกนี้ซึ่งเยอะมากเราก็ไปนั่งศึกษาดูลูกค้าเราเป็นคนแบบนี้ ชอบเพจแบบนี้ สนใจเรื่องนั้นเรื่องนี้ กลุ่มนี้ดีกว่า พอทำแบบนี้ได้เราก็ได้เอาข้อมูลของกูเกิลเอาข้อมูลของเฟสบุ๊คมาใช้ค่อยตัดสินใจว่าจะเอาออนไลน์เข้ามาใช้ในการทำธุรกิจมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่บอกว่าเอามาใช้หรือเปล่านะ ไอ้หรือเปล่าเราตัดทิ้งแล้ว ตอนนี้เราพูดคำว่าเอามาใช้มากำน้อยแค่ไหน ก็น่าจะตอบคำถามของคุณได้

มันก็มีประเด็นคำถามจากผู้ดำเนินรายการว่า สมมติว่ากรณีทำร้านอาหารถ้าเราอยากให้คนรู้จักมากขึ้นอยู่ในลีสของการที่จะค้นหา แล้วมีโอกาสได้ลูกค้าใหม่ ๆ เข้ามาเพื่อจะเป็นลูกค้าซ้ำของเรา สมมติว่าพอไปสมัครกับเว็บดัง เพจดัง สิ่งหนึ่งที่ต้องทำต่อใช่เรื่องของการทำโปรโมชั่นถูกต้องหรือไม่

อยากเรียนว่าอันนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ว่าคุณทำออฟไลน์หรือออนไลน์คุณก็ต้องทำ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจก่อนว่าเรากำลังพูดถึงว่าควรจะทำออนไลน์หรือไม่ แล้วเริ่มต้นยังไง ทีนี้เริ่มต้นพอมีอยู่ใน “วงใน”ทุกคนก็อยู่ใน“วงใน”หมด ทีนี้ถ้าอยากจะทำให้คนรู้จักมากขึ้นที่บอกว่าทำโปรโมชั่น แต่จริง ๆแล้วร้านอาหารกับโปรโมชั่นมันแค่ดึงดูดให้คนมาเข้าร้านครั้งแรก คนจะเข้าร้านมากกว่านั้น ตัว “วงใน” สิ่งที่สำคัญไม่ใช่โปรโมชั่น แต่เป็น “รีวิว”จากลูกค้า

เพราะฉะนั้นพอเราสมัคร “วงใน”เสร็จแล้ว สิ่งที่สำคัญคือเรามีลูกค้ามากินอาหารที่ร้านเรา เราก็มีป้าย “ต่อไปตามเราได้ผ่าน “วงใน”นะคะ” แล้วอาจจะแถมขนมสักถ้วยหนึ่งเล็ก ๆ พี่ถ้าวันนี้อร่อยช่วยรีวิวให้หน่อย รีวิวแบบไหนก็ได้พี่เอาขนมไปกินเลย เพราะการรีวิวมันจะมีผลต่อการความน่าเชื่อถือของคนที่ค้นหาเจอ มีผลต่อแรงกิ้งของเราบนตัวเว็บไซต์ของ “วงใน”

ฉะนั้นอันนี้กลายเป็นเรื่องจำเป็น ส่วนโปรโมชั่นมันคืออาหารที่มันโปรโมชั่นนะผมว่ามันก็ไม่ได้เป็นตัวดึงดูดมากนะ ยกเว้นว่าโอเคคุณกำลังอยากกินพิชซ่า ซึ่งมีอยู่ 2 ยี่ห้อ ยี่ห้อหนึ่งโปรโมชั่นมากกว่ายี่ห้อหนึ่ง คุณอาจจะไปกินยี่ห้อที่มีโปรโมชั่นมากกว่า เพราะรสชาติมันไม่ต่างกัน  แต่เรื่องอาหารมันเป็นเรื่องรสชาติด้วยนะมันเป็นเรื่องทำเลถูกมั้ย แต่รสชาติเป็นเรื่องใหญ่

ทีนี้ผมคิดว่าถ้าทำได้ถึงระดับหนึ่งมีลูกค้ารู้จัก มีการรีวิวเยอะ ร้านอาหารเรามีแค่ 20 ที่นั่ง เราอยากขายมากกว่านั้น ใน“วงใน”เขามีบริการสั่งอาหาเป็นเดลิเวอรี่ อันนี้ก็คือสเต็ป O2O ใช่มั้ย มันก็ทำให้เราสามารถขายสินค้าได้มากขึ้น ผมคิดว่าโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมเป็นแค่บางส่วน สมมติว่าสินค้าเราเอาไลน์เข้ามาช่วยแล้ว แค่“วงใน”ไม่พออาจจะมีไลน์เข้ามาช่วยให้คนสามารถที่จะสั่งแล้วก็ไม่ใช่เดลิเวอรี่นะอาจจะสั่งจองโต๊ะเก้าอี้หรืออะไรต่าง ๆซึ่งวงในเขามี คือกิจกรรมบนโลกออนไลน์ท้ายสุดแล้วผมคิดว่ามันไม่มีสูตรสำเร็จนะ มันเป็นเรื่องของการเริ่มต้นทำไปเรื่อย ๆ แล้วจะทำมากหลังจากที่คิดว่ามันสำเร็จแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญนะหลายคนมักจะเป็นอย่างนี้ครับ เริ่มต้นแล้วคิดว่ามันจะสำเร็จเลย อยากโตเลย อยากโอ้โหสเกลอัพเลย เพิ่งทำปุ๊บอยากให้มีลูกค้าเข้าเต็มร้านเลย มันไม่ได้นะครับ

แสดงความคิดเห็น


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *