“Big Data” ดีต่อใจ “สรรพากร”อย่างไร

 โดย ดร.โดม อุดมธิปก ไพรเกษตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิทัล บิสิเนส คอนซัลท์ จำกัด

                สวัสดีครับวันนี้ (9 ก.ค.) มีเรื่องนี้มาคุยกันเหมือนเช่นเคยในรายการSME CHAMPION ทางคลื่น FM. 89.5 สถานีวิทยุราชมงคล สำหรับวันนี้ทางผู้ดำเนินรายการได้หยิบประเด็นเรื่องกรณีที่ทางกรมสรรพากรที่จะนำระบบ Big Data แล้วก็ Ai มาใช้ในการจัดระบบภาษี มาชวนพูดคุยกัน ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจนะครับ

                อยากเรียนว่าจริง ๆ แล้วข้อมูลในสรรพากรทุกวันนี้ มันเป็นข้อมูลซึ่งเกิดจากการที่เราทำธูรกรรมทางการเงินนะครับ ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาก็คืออะไรก็ตามที่เราทำแล้วเราใช้จ่ายโดยมีเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มกับเรามันก็จะไปโชว์ที่สรรพากรหมด คือถ้าเราทำอะไรแล้วมันไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่มถ้าเป็นฝั่งจ่ายเราจ่ายโดยที่ไม่มีการบันทึกว่าเป็นชื่ออะไรก็ไม่มีผล แต่ถ้าฝั่งรับอันนี้ก็มีผลชัดเจนนะครับกรณีนิติบุคคลก็คือเหมือนกันครับภาษีมูลค่าเพิ่มก็เช็คหมด

                ทีนี้ประเด็นคือตัวฐานข้อมูลของสรรพากรนั้น จริง ๆสรรพากรมีมานานแล้วครับอันนี้เรียกว่า Database ไม่ใช่ Big Data ผมเคยไปดูตัวระบบนี้ของสรรพากรน่าจะเป็น 10 ปีแล้วครับ คีย์เลขประจำตัว 13 หลักของผมเข้าไปรู้หมดเลยครับ รู้หมดเลยว่าผมเคยไปจ่ายอะไรบ้าง จับจ่ายโดยที่ต้องบันทึกเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มนะครับ ซึ่งปกติภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไรที่เราจ่ายผ่านบัตรเครดิตออกบิลอะไรอย่างนี้ครับ แต่ถ้าไม่มีก็จะไม่เห็น ฝั่งรายได้ฝั่งรายจ่ายจะเห็นหมด

                ทีนี้พอ Big Data มันหมายถึงว่าการเก็บข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งข้อมูลนะครับที่อยู่บนออนไลน์แล้วมาประมวลผลเป็นข้อมูล  ยกตัวอย่างเช่นกรณีของผมเองสมมติว่าผมทำธุรกรรมหลาย ๆ ที่นะครับ แล้วผมไปพูดบนเว็บว่าผมไปฝึกอบรม ไปเป็นวิทยากรที่โน่นที่นี่ ในอดีตนั้นสรรพากรจะไม่รู้เลยว่าผมมีรายได้จากตรงโน้นตรงนี้หรือเปล่าถ้าผมไม่ได้มีเรื่องของการจ่ายภาษีหรือการรับภาษีเข้ามาเกี่ยวข้องใช่มั้ย แต่พอเป็นBig Data สรรพากรบอกถ้า “ดร.อุดมธิปก”ไปบรรยายที่โน่นน่าจะมีรายได้จากตรงนั้น ตอนผมส่งรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปีปรากฎว่าไม่มีรายการที่ผมไปบรรยายแปลว่ามันมีความผิดปกติเกิดขึ้นจริงมั้ย

พอนึกออกมั้ยครับอันนี้คือความสามารถของการเอา Big Data คือเป็นการประมวลผลจากข้อมูลจากทุก ๆ แหล่งข้อมูลซึ่งไม่ได้เป็นการเรียงข้อมูลในรูปแบบที่เป็น Database นะครับ  สมมติว่าแค่บอกว่า “อุดมธิปก ไพรเกษตร” หรือเป็นชื่อเล่นผม “โดม ไพรเกษตร” อย่างนี้ปุ๊บมันจะไปหาข้อมูลนี้เลยแล้วดูว่าเอ๊ะผมเคยไปทำอะไรมาบ้างที่อาจทำให้เกิดรายได้ถูกมั้ย แล้วประมวลผลออกมาว่าจริง ๆ แล้วมันใช่มั้ยที่จะมีรายได้แบบนี้อันนี้คือการใช้ประโยชน์จาก  Big Data

ทีนี้ในแง่ของนิติบุคคลคราวนี้ยิ่งง่ายเลยครับ มันก็จะไปประมวลผลเพราะว่านิติบุคคลส่วนใหญ่ก็จะมีรายรับกับรายจ่ายถูกมั้ยแล้วมันก็จะคำนวณทุกสิ่งทุกอย่างเก็บข้อมูลจากทุกที่มา ทีนี้มันจะมีประเด็นบางเรื่องเรามักจะเห็นผู้ประกอบการหลายคนชอบไปออกสื่อว่าตัวเองมีรายได้ 50 ล้าน 100 ล้านหรือ 1,000 ล้าน คำถามคือบางทีเวลาพูดก็พูดไปแบบไม่ได้คิดนะแต่ว่าพอพูดมันไปอยู่บนโลกออนไลน์เมื่อไหร่ปั๊บต่อไปสรรพากรมาตรวจได้เลยนะ หรือหลายคนซื้อรถมีรถหลายคันคำถามคือความสัมพันธ์เรื่องทรัพย์สินกับรายได้มันสัมพันธ์กันหรือไม่ เพราะว่าบางคนถ้าคุณมีรายได้ไม่มากแล้วคุณไม่เคยเสียภาษี หรือเสียภาษีน้อยมากทำไมคุณมีทรัพย์สินเยอะถูกมั้ย อันนี้ก็คือการใช้ความสามารถของตัว  Big Data

ทีนี้ตัว Ai คือความสามารถในการทดแทนคนในการทำอะไรที่มันซ้ำ ๆ  ๆ  เพราะว่าถ้าจะให้ผมมาตรวจข้อมูลต่าง ๆ มันทำยากแต่ว่าถ้าเอาพวกปัญญาประดิษฐ์มาช่วยในแง่ของการคำนวณ มันก็คำนวณความจริงไปได้ทุก ๆ ทาง เหมือนกับว่าการที่ผมมีทรัพย์สินแบบนี้แปลว่ามีโอกาสที่ผมจะมีรายได้ที่มากกว่าปกติที่แจ้งสรรพากรใช่มั้ยหรือโอกาสที่บริษัทนี้จะมีรายได้มากกว่านี้ใช่มั้ย

อย่างเคสภาคใต้ที่เรือล่มนะครับปรากฎว่าบริษัทมีรายได้ประมาณ 10 ล้าน กำไรประมาณล้านกว่าบาท มีทรัพย์สินอยู่ประมาณ 20 ล้านอย่างนี้ มันสอดคล้องกันมั้ยแล้วทุนจดทะเบียน 3 ล้านหรือ 5 ล้านอย่างนี้มันสอดคล้องกับข้อเท็จจริงมั้ย พวกนี้ถ้าสรรพากรเอามาใช้ทางสรรพากรก็เขียนโปรแกรมในการที่จะประมวลผลข้อมูลจากข้อมูลทุก ๆ แหล่ง เสร็จแล้วก็ใช้โปรแกรมในแง่ของการคิดวิเคราะห์ออกมาซึ่งไม่จำเป็นต้องไปตรวจทุกคน เพราะโปรแกรมมันตรวจให้ทุกคนโดยอัตโนมัติ

ก็มีบริษัทอยู่กี่แสนบริษัทครับที่เสียภาษีประมาณว่าสัก 5 แสนกว่า ๆ นะครับ ซึ่งมันจะมากขึ้นเรื่อย ๆ คำถามคือทุกวันนี้สรรพากรใช้คนไง ใช้เจ้าหน้าที่สรรพากรในการตรวจ ถามว่ายากมั้ยยากมาก แล้วเจ้าหน้าที่สรรพากรก็โดนข้อมูลพวกนี้เสร็จแล้วค่อยโทรตามบริษัทต่าง ๆ นะครับซึ่งมันก็ยากอีก หรือถ้าเป็นบุคคลธรรมดาเรามีคนที่เสียภาษีในเมืองไทยอยู่ประมาณสัก 3-4 ล้านคนจากคนที่มีเงินเดือนประจำนะ เงินเดือนประจำประมาณสัก 10 ล้านอันนี้ดูจากประกันสังคมนะ แต่คนที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจริง ๆ แล้วตอนปลายปีประมาณ 3 ล้านกว่า ๆ ถ้าเป็นนิติบุคคลประมาณ 5 แสนกว่า ๆ เจ้าหนาที่สรรพากรไม่พอหรอกในการดูเพราะฉะนั้นการเอา Big Data การเอา Ai เข้ามามันช่วยลดต้นทุนของสรรพากรในการที่จะเข้าถึงข้อมูลพวกนี้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลให้  เจ้าหน้าที่สรรพากรก็จะทำงานเบาขึ้นนะครับ

ทีนี้เรื่องนี้เราคุยกันหลายครั้งแล้ว ผ่านเรื่องของการที่สรรพากรหรือธนาคารแห่งประเทศไทยส่งเสริมเรื่องของการใช้อิเล็กทรอนิกส์แบงกิ้ง ส่งเสริมการใช้พร้อมเพย์ การที่ตอนนี้ทุกแบงก์ให้โอนเงินกันฟรีอะไรต่าง ๆ นั้น อย่างข่าวล่าสุดที่ออกมาก็คือมันทำให้คนไทยใช้การโอนเงินผ่านมือถือเพิ่มมากขึ้น แล้วก็กำลังจะจ่ายเงินผ่านมือถือโดยไม่ใช้บัตรเครดิตนะ ตอนนี้การจ่ายเงินผ่านมือถือเนี่ยเป็นบัตรเครดิตเป็นหลักแต่ว่าต่อไปการจ่ายเงินซื้อสินค้ามันก็จะเป็นพวกบริการพร้อมเพย์หรืออะไรมากขึ้น มันก็จะทำให้ข้อมูลมันยิ่งถูกบันทึกใช่มั้ยแล้วมันก็แชร์กันระหว่างตัวแบงก์กับสรรพากร

แล้วก็มีเกณฑ์ออกมาแล้วว่าถ้า 200 ทรานเซคชั่นเขาก็สุ่มตรวจนะ เพราะว่าตัวซอฟแวร์มันก็อาจจะยังไม่ฉลาดพอที่จะมาตรวจทุกทรานส์เซคชั่นถูกมั้ย ซึ่งมันก็ต้องถูกพัฒนาถึงระยะหนึ่งมันก็เหมือนกับซอฟแวร์อัลฟาโกะที่เล่นหมากรุกจีนแล้วชนะ มันคิดคำนวณได้ว่าจะต้องตรวจอะไรไปเรื่อย ๆ ตรวจทั้งหมดเรียนรู้เองได้เร็ว วันนี้ก็มีคนถามผมนะว่าประมาณสักเมื่อไหร่ที่สรรพากรจะมีขีดความสามารถถึงระดับนั้นนะครับ ผมบอกว่าอีกสักประมาณ 3-4 ปี

จริง ๆ เรื่องซอฟแวร์พวกนี้มันไม่ได้ยากแต่ว่าการพัฒนาให้มันฉลาดต้องใช้เวลานะครับ  ถ้าเป็น Ai คำว่า“ปัญญาประดิษฐ์”คือเราไม่ได้เขียนโปรแกรมให้มันแล้วจบ มันต้องมีความสามารถในการเรียนรู้แล้วพัฒนาขึ้นมาอันนี้ก็คิดว่าใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 ปี ฉะนั้นที่เราเคยคุยกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีบอกว่าคุณทำอะไรก็แล้วแต่คุณเข้าสู่ระบบภาษีเถอะอีก 3-4 ปีมันก็รู้หมดแล้ว

ถามว่าถ้าจะถือเงินสดก็ได้เพียงแต่ว่าจะมีคนยอมจ่ายคุณเป็นเงินสดหรือไม่ เพราะคนเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมกันมากขึ้นแล้ว  เวลาคุณไปถอนจากแบงค์ทีหนึ่งมันก็ถอนยากขึ้นเรื่อย ๆ นะ แต่ว่ามันต้องใช้เวลาไง แล้วก็อย่างที่เคยคุยกันในรายการคือว่ามันก็จะเริ่มจากสังคมในเมืองก่อนใช่มั้ย กรุงเทพฯเริ่มก่อนแล้วไปหัวเรื่องใหญ่ ๆ ในเขตเทศบาล ไปในแหล่งท่องเที่ยวถูกมั้ยแล้วค่อย ๆ ขยายออกไป

มันก็มีคำถามต่อเนื่องที่ว่าในอนาคตการถอนเงินอาจจะยากขึ้น แล้วมันมีโอกาสมั้ยที่จะเกิดเหตุการณ์ว่าต้องโทรไปจองคิวที่ธนาคารก่อนหรือทำเรื่องขอก่อนล่วงหน้าเพื่อจะไปรับเงินสด อยากเรียนว่าจริง ๆ ทุกวันนี้ถูกกำหนดไว้แล้วบางธนาคารกำหนดไว้เลยว่าวงเงินประมาณ 1 ล้านคุณต้องแจ้งก่อนไม่งั้นไม่สำรองเงินให้ ทีนี้ถามว่าถ้าน้อยกว่านั้นกำหนดหรือยัง จริง ๆ ผมคิดว่ามันก็ขึ้นอยู่กับสาขาแต่ละสาขาว่าต้องเพิ่มต้องเตรียมแค่ไหนบ้าง ต่อไปถอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มอาจจะโดนคิดเงินนะทุกวันนี้เราถอนกี่ครั้งในแบงก์ของเราเองก็ได้ถูกมั้ย แต่ถ้าต่างแบงก์ผมจำไม่ได้ว่า 3-4 ครั้งต้องเสียค่าธรรมเนียมถูกมั้ย ต่อไปถอนในแบงก์ตัวเองจะโดนคิดค่าธรรมเนียม เพราะว่าจะผลักดันให้คนพยายามไปใช้เป็น E- money แทน พอเป็น E-money ย้อนกลับไปที่สรรพากรคืออะไรก็ตามที่คุณทำเป็นอิเล็กทรอนิกส์ปุ๊บสรรพากรชอบ แบงก์ชาติชอบเพราะตรวจสอบง่าย เช็คง่ายใช่มั้ยครับข้อมูลส่งถึงกันได้ตลอดเวลา  สรรพากรก็มาดูข้อมูลได้โดยที่ตัวเจ้าหน้าที่ไม่ต้องดูให้โปรแกรมเป็นคนดูให้ เพราะทุกวันนี้การให้อำนาจสรรพากรมาดูข้อมูลของบุคลธรรมดาในแบงก์ก็อนุญาตให้อยู่แล้วว่าไม่ต้องขอหมายศาลไงใช่มั้ย เพียงแต่ว่าการให้นายก.หรือนายข.ที่สรรพากรให้มาดูมันโอเคไม่โอเคมั้ย แต่ถ้าบอกว่าให้คอมพิวเตอร์มันคุยกันเอง สุ่มดูกันเองเนี่ยมันง่ายกว่ามั้ย มันง่ายกว่าเยอะมั้ย

เพราะฉะนั้นสิ่งที่สรรพากรทำมันคือทิศทางที่ต้องไป เพราะไม่งั้นคุณจะเห็นสรรพากรรับเจ้าหน้าที่สรรพากรประจำเยอะด้วย ทีหนึ่งพันสองพันคนอย่างนี้ เพราะต้องไปทำหน้าที่เรื่องนี้ตรวจสอบข้อมูล โทรตามอะไรอย่างนี้ ทีนี้ถ้าสมมติว่าข้อมูลพวกนี้คอมพิวเตอร์มันช่วยได้มันก็ช่วยลดต้นทุนของสรรพากรในการจัดเก็บภาษี พอลดต้นทุนในการจัดเก็บภาษีมันหมายถึงว่าเงินที่เก็บก็ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย  สองก็คือว่าเงินที่เก็บได้ก็เอาไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็จะเหลืออีกแค่ 2 เรื่องก็คือว่าทำยังไงให้โครงการที่ไปใช้อันนี้อยู่ที่สำนักงบประมาณกับกรมบัญชีกลางแล้ว เอาเงินที่ไปใช้ ๆ ไม่ทุจริต ไม่คอรรัปชั่นใช่มั้ย มองในแง่ของรัฐบาลก็คือใช้ให้มันเป็นประโยชน์ ถ้ามันคุมกันได้คนก็อยากเสียภาษีครับ

บ้านเราจริง ๆ หลายคนรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยอยากเสียภาษี มักจะมีข้ออ้างงว่ารัฐบาลเอาไปใช้อะไรก็ไม่รู้ จ่ายไปก็ตัวเองก็ไม่ได้รับประโยชน์หรือเอาไปทุจริตคอรัปชั่นอย่างนี้ ข้อมูลพวกนี้ถ้ามันเชื่อมโยงกันหมดมันก็จบ

ทีนี้ตามที่รายงานข่าวบอกว่าวิธีแรกที่จะทำคือการใช้ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตซึ่งได้จากการที่บุคคลหรือธุรกิจส่งข้อมูลเข้ามา  อยากเรียนว่านี่เป็นวิธีเก่าที่เราต้องส่งไปให้เขาแต่ถ้าเป็น Big Data จริง ๆไม่ต้องส่ง คือเขาสามารถที่จะไปดึงข้อมูลที่ไหนก็ได้เราไม่จำเป็นต้องส่งเขาไงถูกมั้ย สมมติว่าผมไปพูดบนเฟสบุ๊คว่าผมไปได้งานอะไรมาสักงานหนึ่งมูลค่า 10 ล้าน คือข้อมูลนี้มันจะถูกเก็บไว้ในถังข้อมูลของผมซึ่งมันไม่ได้เก็บจากข้อมูลที่ผมส่ง คือถ้าเก็บจากข้อมูลที่ผมส่งมันไม่ใช่ Big Data มันคือ Database มันจะต่างกันนะ

คือถ้าข้อมูลที่ผมส่งมันคือ Database ธรรมดา แล้วทำให้ Database นั้นมันใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น โอเคเอา Ai มาใช้ก็ได้เป็น Database แต่ถ้าเป็น Big Data คือพยายามใช้ข้อมูลที่มีอยู่หลาย ๆ format จากที่ต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ ซึ่งอันนี้มันจะเป็นเรื่องใหม่ คือ Database ของสรรพากรน่ะดีอยู่แล้วแต่ Ai ไม่ดีนะ มันยังต้องใช้คนอยู่ แต่ถ้าเขาพัฒนา Ai มันก็จะช่วยได้เยอะมันก็ไม่ต้องพึ่งเจ้าหน้าที่สรรพากรหรือใช้เจ้าหน้าที่สรรพากรน้อยลง เรื่องนี้มันกระทบกับชีวิตทุกคนไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือว่าเป็นผู้ประกอบการ

แสดงความคิดเห็น

Related Post

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *