Two-sided market

โมเดลธุรกิจที่ทำให้ ‘เฟซบุ๊กและกูเกิล’ ครอง 73% ของส่วนแบ่งรายได้โฆษณาดิจิทัลทั้งหมดของสหรัฐฯ

อำนาจการตลาดแบบ Two-sided market คืออะไร?

‘Two-sided market คือ ตลาดสองด้าน’ (หรืออาจ 3 ด้าน 4 ด้านก็ได้) แต่ในความหมายก็คือเป็นการตลาดที่มีลูกค้าสองกลุ่มหรือสามกลุ่มที่มีความแตกต่างกัน แต่ต้องการประโยชน์ร่วมกัน โดยผ่านสื่อกลางหรือแพลตฟอร์ม เช่น สตาร์ทอัพอย่าง Grab ที่วาง Customer Segments ออกมาเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มผู้ขับและกลุ่มผู้ใช้งานรถยนต์

สำหรับ Two-sided market ในบางครั้งเราอาจหมายความถึงโมเดลธุรกิจแบบระบบลูกค้าหลายด้าน ตัวอย่าง เว็บไซต์หางาน มีการเชื่อมกันระหว่างผู้สมัครงานและบริษัท ยิ่งมีคนจากกลุ่มหนึ่งใช้แพลตฟอร์มมากขึ้นเท่าไหร่ กลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ยิ่งให้ความสนใจกับคนกลุ่มนั้นมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มลูกค้าอาจจะมีมากกว่าสามกลุ่มก็ได้ หรือที่เราจะเรียกว่า Multi-sided markets เช่น กูเกิลและเฟซบุ๊ก มีการวางลูกค้า ทั้งหมดสามด้าน คือ ผู้ใช้งาน (Users)  ผู้ผลิตเนื้อหา (Publishers) และผู้ลงโฆษณา (Marketers) และวางธุรกิจให้อยู่ตรงกลางเพื่อจัดการกับความต้องการของลูกค้าสามกลุ่มได้ตอบสนองประโยชน์กันเอง

ความน่าสนใจก็คือ ด้วยวิธีที่ดึงดูดกันแหละกันเองของกลุ่มเป้าหมายสองหรือสามกลุ่มนี้ ยิ่งมีคนใช้งานอีกฝั่งหนึ่งมาก ก็ยิ่งเพิ่มอีกฝั่งหนึ่งให้มากขึ้นตาม ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า การผูกขาดตลาดกลายๆ หรืออำนาจเหนือตลาด ด้วยยุทธวิธีให้ลูกค้าแต่ละกลุ่มดึงดูดกันเองแบบดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันกูเกิลและเฟซบุ๊กทำรายได้มากกว่า 73% ของส่วนแบ่งทางการตลาดด้านโฆษณาดิจิทัลในสหรัฐฯ ด้วยจำนวนผู้ใช้งาน (Users) ที่ยังมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นแบบนี้ จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยว่าจะมีแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์รายใหม่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดโฆษณานี้

รายได้ทั่วโลกของ Google จากไตรมาสที่ 1 ปี 2551 ถึงไตรมาส 3 ปี 2561 (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

 Statistic: Revenue of Google from 1st quarter 2008 to 3rd quarter 2018 (in million U.S. dollars) | Statista
Find more statistics at Statista

รายได้ทั่วโลกของ Facebook ในไตรมาส 3 ปี 2018 (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

 Statistic: Facebook's global revenue as of 3rd quarter 2018 (in million U.S. dollars) | Statista
Find more statistics at Statista

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงโมเดลธุรกิจดังกล่าวนั้นไม่ได้วางกลยุทธ์ได้ง่าย เนื่องจากการวางโมเดลธุรกิจแบบนี้จำเป็นต้องสูญเสียรายได้ในกลุ่มเป้าหมายบางส่วน เช่น กูเกิลและเฟซบุ๊ก เลือกให้ผู้ใช้งาน (Users) ได้ใช้บริการฟรี เพื่อเพิ่มและขยายความต้องการของตลาดต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งมีผู้ใช้งานมากขึ้น ก็ยิ่งดึงดูดผู้ผลิตเนื้อหา (Publishers) และผู้ลงโฆษณา (Marketers) มากขึ้นตาม และสองกลุ่มหลังเป็นกลุ่มที่จ่ายเงินให้กับกูเกิลและเฟซบุ๊ก ทำให้เริ่มแรกกูเกิลและเฟซบุ๊กก็ยอมเสียสละรายได้โดยให้บริการฟรีตั้งหลายปีในกลุ่มลูกค้ากลุ่มแรก เพื่อสร้างผู้ใช้งานให้ขยายมากขึ้นเรื่อยๆ 

สำหรับในธุรกิจอื่นก็สามารถทำได้ เพราะไม่ได้มีแค่แพลตฟอร์มเท่านั้นที่ใช้งานรูปแบบโมเดลนี้ได้ แต่ก็ต้องคำนึงถึงเรื่องต่างๆ ต่อไปนี้ด้วย

  1. Value Proposition (คุณค่าที่จะนำเสนอให้ลูกค้า) ในที่นี้หมายถึงคุณจะสามารถส่งมอบสินค้าหรือบริการอะไรให้กับลูกค้า
  2. Customer Segments (ใครคือลูกค้า) เราสร้างคุณค่า (Value Proposition) เพื่อใคร?
  3. Key Resource (ทรัพยากรหลักที่ต้องลงทุน) และต้องเป็นทรัพย์สินที่คู่แข่งไม่สามารถทำออกแข่งกันได้ง่ายๆ เช่น Key Resource ของกูเกิลและเฟซบุ๊ก คือ Data Users และระบบ Algorithm

DIGITAL BUSINESS CONSULT

สร้างโอกาสทางธุรกิจในยุค Digital ด้วยชุดความรู้จากประสบการณ์ตรงจากที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ ให้คุณทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างมีแบบแผน และเป็นรูปธรรม จัดตั้งและบริหารโดย ดร.โดม อุดมธิปก ไพรเกษตร เพื่อสนับสนุนที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ SMEs และนักการตลาดรุ่นใหม่ จึงให้ความสำคัญกับการให้คำปรึกษา สร้างความเข้าใจ ประยุกต์แนวคิด และใช้เครื่องมือ Digital เพื่อให้คุณดำเนินธุรกิจก้าวทัน Digital 4.0 ในปัจจุบัน

แสดงความคิดเห็น

Related Post