ซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley)

Hub แห่งเทคโนโลยีที่สร้าง ‘มหาอำนาจโลก’

ซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley) Hub แห่งเทคโนโลยีที่สร้าง ‘มหาอำนาจโลก’

คุณคิดว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้สหรัฐฯ และจีนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจได้ในทุกวันนี้?

นิวเคลียร์?

รถถัง?

เรือดำน้ำ?

กองกำลังทหาร?

เงิน?

ไม่ใช่ คำตอบคือ เทคโนโลยี

หากเราไปไล่ชื่อบริษัทที่ถือครองนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมากที่สุดจะพบว่าเป็นประเทศแห่งเทพีเสรีภาพ

เทคโนโลยีสร้างชาติได้ขนาดไหน ตัวอย่างไม่ได้มีแค่สหรัฐฯ เท่านั้น  เพราะจีนเองที่แม้จะเติบโตจากการใช้เทคนิค Reverse Engineering หรือวิศวกรรมย้อนรอย (แม้คนค่อนโลกอาจกล่าวหาว่าจีน “เป็นโจรขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ”) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า เทคโนโลยีนี่แหละที่กลับมาพลิกให้ประเทศที่เคยรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่างๆ (OEM) สามารถกลายเป็นประเทศที่ถือครองนวัตกรรมและเทคโนโลยีมากที่สุดอีกหนึ่งประเทศของโลก

กลับมาที่ สหรัฐฯ ในปี 1939 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา วิลเลียม ฮิวเล็ตต์ (William Hewlett) และเดวิด แพคเกิร์ด (David Packard) มาก่อตั้งบริษัท Hewlett-Packard หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ แบรนด์ HP ผู้ผลิตเครื่องแสดงคลื่นกระแสไฟฟ้า เรดาห์ และเครื่องยิงปืนใหญ่ ในสมัยสงครามโลก (ก่อนหน้านั้นแบรนด์ HP ยังไม่ได้ผลิตเครื่องปริ้นท์นะครับ) ได้เข้ามาตั้งบริษัทในทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก ซึ่งอยู่ทางด้านเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

จากนั้นก็มีบริษัทที่ชื่อว่า Shockley Semiconductor Labs เข้ามาตั้งบริษัทผลิตชิพซีพียูของคอมพิวเตอร์จากแร่ซิลิคอน และรับเด็กจบใหม่จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด จำนวนทั้งสิ้น 8 คน เข้ามาทำงาน ใช่แล้ว สแตนฟอร์ด หรือมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด (Stanford University) เป็นมหาวิทยาลัยที่ดังมาก และก่อนหน้านี้ช่วงปี 1940 เฟรเดริก เทอร์แมน คณบดีของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด ได้กระตุ้นให้ศิษย์เก่าและอาจารย์เปิดบริษัทใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัย ซึ่ง บริษัท Hewlett-Packard และบริษัท Shockley Semiconductor Labs ก็คือย่าน ซิลิคอน วัลเลย์ ในปัจจุบัน

ทำไมถึงชื่อ ซิลิคอน วัลเลย์ และย่านนี้ทำไมถึงกลายเป็นหัวใจของบริษัทเทคโนโลยีระดับสูงของโลกไปได้?

มันมีเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องมา

หลังจากที่ Shockley Semiconductor Labs บริษัทแรกที่ผลิตชิพซีพียูของคอมพิวเตอร์จากแร่ซิลิคอน (แต่เดิมใช้แร่เจอเมเนียม) รับเด็กจบใหม่จาก สแตนฟอร์ด เข้ามาอย่างที่เราเล่าให้ฟังตอนต้นนั้น ไม่นานเด็กๆ ทั้ง 8 คนก็ลาออก เพราะเข้ากับ วิลเลียม ช็อกลีย์ ไม่ได้

เด็กทั้ง 8 คนจึงไปตั้งบริษัทใหม่ชื่อว่า Fairchild Semiconductor และยังได้รับบทบาทสำคัญในการเขียนโปรแกรมให้ยานอพอลโล่ 11 ของ NASA ด้วย จนต่อมาทั้ง 8 คนก็แยกย้ายไปตั้งบริษัทกันเองซึ่งก็คือบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ ของโลกอย่าง Intel, AMD, KPCB, Teledyne และ Xicor เป็นต้น

จนต่อมา ก็มีบริษัทมากมายทั้ง Facebook, Google, Apple, Twitter,  Microsoft, eBAY, LinkedIn,  SanDisk, Yahoo, Adobe ฯลฯ นับร้อย จนกลายเป็นหัวใจของเศรษฐกิจด้านเทคโนโลยีของโลก มูลค่าทางการเงินของ ซิลิคอน วัลเลย์ คิดเป็นหนึ่งในสามของมูลค่าการร่วมลงทุนทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา และสาเหตุที่เรียกว่าซิลิคอนนั้นก็เป็นชื่อของธาตุที่นำมาประยุกต์ใช้ในช่วงแรกๆ เลยนั่นเอง

ภาพกราฟิก Silicon Valley ของ HBO

ซิลิคอน วัลเลย์ ไม่ได้มีแค่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเท่านั้น เพราะยังล้อมไปด้วย University of California – Berkeley, University of California – Santa Cruz (วิทยาเขตส่วนขยาย ซิลิคอนวัลเลย์) เป็นต้น ด้วยการศึกษาที่เข้มแข็งจึงเป็นปัจจัยให้ย่านนี้สร้างบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกขึ้นมามากมาย เพราะความจริงแล้วไม่ได้มีแค่มหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังประกอบไปด้วยโรงเรียนท้องถิ่นที่เข้มแข็งและเรียนฟรี

จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในการสร้างซิลิคอน วัลเลย์ คือ โรงเรียนเทศบาล (Public Schools) ที่คุณภาพ จนสามารถผลิตเด็กเข้าสู่ประบบอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้ Steve Jobs และ Steve Wozniak ก็เคยเรียนโรงเรียนเทศบาลซิลิคอน วัลเลย์ ที่ชื่อว่า Homestead High School ซึ่งปัจจุบันโรงเรียนนี้ไม่ได้แช่แข็งหลักสูตรแต่ยังพัฒนาต่อไปโดยการเพิ่มสาขา Biotech และหุ่นยนต์เข้าไป เพื่อให้นักเรียนสามารถเลือกลงได้

ระบบการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก มหาวิทยาลัยย่านซิลิคอน วัลเลย์ มีทุนร่วมมือวิจัยกับสตาร์ทอัพรายใหม่ๆ ที่ป้อนคนเข้าสู่บริษัทต่างๆ ในย่านซิลิคอน วัลเลย์ ไม่เพียงเท่านั้นด้วยรูปแบบการปกครองที่ให้อำนาจท้องถิ่นบริหารจัดการเองไม่ต้องคอยจากส่วนกลางเท่านั้น ทำให้การปรับปรุงระบบการศึกษาและภาษีทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

โรงเรียนเทศบาลที่มีคุณภาพอย่าง Homestead High School ที่ศาสดาสมาร์ทโฟนก้องโลก Steve Jobs เคยเรียนถ้าพ่อแม่อยากให้เรียนก็จำเป็นต้องมาอยู่อาศัยย่านนี้เท่านั้น และยังเป็นการลดปัญหาจราจรระยะยาว เนื่องจากถ้าไม่อยู่ย่านนี้ก็เรียนไม่ได้ ต่อให้รวยก็ฝากไม่ได้ เนื่องจากโรงเรียนเรียนฟรีอยู่แล้ว จนทำให้หลายเมืองเองก็พยายามปรับปรุงโรงเรียนท้องถิ่นให้ดีเพื่อเป็นจุดขายให้คนย้ายมาทำงาน แม้จะต้องเสียภาษีบ้านและคอนโดทุกปี อัตราปีละประมาณ 1.1-1.6% (ขึ้นอยู่กับเมือง) และเงินนี้ไม่ได้เข้า “ส่วนกลาง” แต่เข้าไปที่เมืองนั้น เอาไว้ไปสร้างโรงเรียน พัฒนาต่างๆ เพื่อสร้างคนเก่งรุ่นต่อไป

การศึกษากลายเป็น ‘อาวุธที่รุนแรงที่สุดในการเปลี่ยนแปลงโลก’ ด้วยค่านิยมของเสรีภาพทางความคิดนี้ที่อยู่ในพื้นฐานของคนอเมริกัน และเหล่าต่างชาติที่เข้ามาเรียนที่นี่ ทำให้แม้แต่ Jack Ma ผู้ก่อตั้ง Alibaba ก็เคยยอมรับว่าเขาเองได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดที่แปลกใหม่ของ Jerry Yang ผู้ก่อตั้ง Yahoo โรงเรียนในย่ายซิลิคอน วัลเลย์ มักชอบทำให้เด็กๆ กล้าคิดต่างและตั้งคำถามกับผู้ใหญ่ กล้าในการตั้งคำถามกับทฤษฎีเก่าๆ หรือการตั้งคำถามกับผู้มีอิทธิพล เป็นกระบวนการคิดที่ถูกสอนมากว่า 50 ปี ไม่มีการแบ่งสายวิทย์หรือศิลป์ แต่ให้เด็กผสานวิชาเรียนเอง

ความสำเร็จของเทคโนโลยีที่ทำให้ประเทศกลายเป็นมหาอำนาจ จึงมีพื้นฐานที่สำคัญมาจากระบบการศึกษาและวัฒนธรรมที่หนุนให้คนรุ่นใหม่กล้าคิดเพื่อเติบโต

เสรีภาพทางความคิดและวัฒนธรรมองค์กร กลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้คนอยากมาทำงานในบริษัทย่านซิลิคอน วัลเลย์ จนทุกวันนี้ ซิลิคอน วัลเลย์ ได้กลายเป็นโมเดลต้นแบบให้หลายประเทศพยายามปรับปรุงประเทศตนเองให้เป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีเหมือนอย่างที่แห่งนี้บ้าง

DIGITAL BUSINESS CONSULT

สร้างโอกาสทางธุรกิจในยุค Digital ด้วยชุดความรู้จากประสบการณ์ตรงจากที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ ให้คุณทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างมีแบบแผน และเป็นรูปธรรม จัดตั้งและบริหารโดย ดร.โดม อุดมธิปก ไพรเกษตร เพื่อสนับสนุนที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ SMEs และนักการตลาดรุ่นใหม่ จึงให้ความสำคัญกับการให้คำปรึกษา สร้างความเข้าใจ ประยุกต์แนวคิด และใช้เครื่องมือ Digital เพื่อให้คุณดำเนินธุรกิจก้าวทัน Digital 4.0 ในปัจจุบัน

แสดงความคิดเห็น

Related Post

แสดงความคิดเห็น