ปรัชญา Stoicism

พบกับการมีชีวิตของมหาเศรษฐีโลกแบบปรัชญา ที่จะควบคุม passion และหาจุดสำคัญจริงๆ

การเรียนรู้ว่า ‘เราไม่ได้รู้ไปเสียทุกอย่าง’ คือการอยู่อย่างอ่อนน้อมถ่อมตนและเป็นความรอบรู้ที่แท้จริงที่เป็นหนึ่งในปัจจัยความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

หลักคิด Stoicism คืออะไร?

ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นประมาณ 304 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อพ่อค้าผู้มั่งคั่ง (ก่อนจะกลายเป็นนักปรัชญาโบราณผู้ก่อตั้งลััทธิ Stoicism) ชื่อ เซโน แห่ง ซิติอุม (Zeno of Citium) ล่องเรือจากท่าเรือ Piraeus ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องสภาพอากาศที่เลวร้ายในแถบเมดิเตอร์เรเนียน จนทำให้เรืออับปางและสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง และเมื่อเขาเดินทางมาถึงเอเธนส์ในที่สุดเขาค้นพบปรัชญาแห่งความอ่อนน้อมและอดทนที่โด่งดังของโลกจนถึงตอนนี้

“โยนความคิดเห็นที่หยิ่งยโสของคุณออกไปเพราะเป็นไปไม่ได้ที่คนๆ หนึ่งจะเริ่มเรียนรู้สิ่งที่เขาคิดว่าเขารู้แล้วได้” Sam Walton ผู้ก่อตั้ง Walmart กล่าวง่ายๆ ว่า “คุณสามารถเรียนรู้จากทุกคน” เราเห็นการคิดแบบนี้เป็นประจำในผู้นำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด พวกเขามีความอ่อนน้อมถ่อมตนและขอความคิดเห็นจากลูกค้า ไม่เว้นกระทั่ง Bill Gates อย่างที่รู้กันดีว่าเขาเป็นนักอ่านตัวยง พยายามจะทำความเข้าใจโลกให้ดีขึ้นทุกวัน แม้ว่าคุณจะเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ตาม

พบกับการมีชีวิตแบบปรัชญา Stoicism โบราณของมหาเศรษฐีโลก
Bill Gates

หัวใจหลัก Stoicism คือการไม่ยอมให้ตัวเราถูกควบคุมด้วยแรงปรารถนา (passion) หรือความกลัว ใช้ใจเราทำความเข้าใจกับโลกรอบข้างและพยายามทำบทบาทของตนหรือการมีหลักการที่ ‘วางเฉย’ Zeno จึงเน้นให้ควบคุมอารมณ์และจะต้องหลีกเลี่ยงความทุกข์ เช่น เมื่อเรารู้สึกโมโหอารมณ์จะชักนำไปสู่ความทุกข์การควบคุมอารมณ์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะไม่ทำให้เกิดทุกข์ หรือก็คือการควบคุมตนเองให้ปลอดจากการเกาะติดและจากอารมณ์กวนใจ

เรียนรู้ที่จะควบคุม passion และหาจุดสำคัญจริงๆ กับสิ่งที่ได้มาและกับสิ่งที่เสียไปแล้ว

หัวใจของ Stoicism ยังทำให้เรานึกถึงความไม่แน่นอนของโลกและปรัชญานี้เป็นเครื่องมือที่เราต้องมีความแน่วแน่และควบคุมอารมณ์และความรู้สึกที่สะท้อนกลับของเรา มันขอให้เราไตร่ตรองตัวเองและสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเราคืออะไร

“ผมคิดว่าความตระหนี่ขับเคลื่อนนวัตกรรมเช่นเดียวกันกับข้อจำกัดอื่นๆ และวิธีเดียวที่จะคิดนอกกรอบได้ก็คือการหาทางออกภายใต้ข้อจำกัดที่ตั้งขึ้น” คำกล่าวนี้เป็นของ Jeff Bezos CEO แห่ง Amazon.com ผู้สร้างวัฒนธรรมความตระหนี่ให้พนักงาน เพื่อทำลายข้อจำกัดอีกหนึ่งข้อเมื่อต้องคิดค้นนวัตกรรมให้องค์กร นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงความตระหนี่คงต้องนึกถึง Warren Buffett CEO แห่ง Berkshire Hathaway เป็นที่รู้จักกันดีว่าเขาประหยัดมากแค่ไหน

Warren Buffett
Warren Buffett

ตามการรายงานของ CNBC อภิมหาเศรฐี Buffett ไม่เคยจ่ายเงินเกิน 100.70 บาทสำหรับอาหารเช้า และยังคงอยู่บ้านหลังเดิมที่เคยซื้อไว้มูลค่า 1,000,597.50 บาทในปี ค.ศ.1958 แม้ราคาตอนนี้ก็ปาเข้าไป 8,258,900 บาทแล้วก็ตาม หรือแม้แต่ CEO ของ Facebook อย่างพี่มาร์กของเรา ที่ยังขับรถยนต์ Acura TSX สีดำ มีมูลค่าประมาณ 952,950 บาท โดยเขาให้เหตุผลว่า มันปลอดภัยและก็ไม่โอ้อวด

ทุกคนใช้ปรัชญาโบราณนี้เพื่อสร้างความมั่งคั่ง

ทำไมทั้ง Buffett, Jeff และ Zuckerberg ใช้จ่ายเงินน้อยมาก?

เพราะพวกมหาเศรษฐีเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่สิ่งที่ส่วนสำคัญจริงๆ มากกว่าเรื่องภายนอก โดยการพิจารณาสิ่งที่สำคัญกับคุณมากที่สุด ให้เป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้

เขาให้ความสำคัญกับสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาและลำดับความสำคัญออกมา ให้ค่าเฉลี่ยความต้องการอยู่ในต้นทุนต่ำ เพื่อสร้างความมั่งคั่งและรักษาอิสรภาพทางการเงิน

จาก Buffett ถึง Jeff และ Zuckerberg  มันเป็นเรื่องยากที่จะหานักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในวันนี้ที่ไม่ได้รับอิทธิผลและประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่าปรัชญาความอดทน อดกลั้น ที่จะควบคุม passion เพียงเล็กน้อยในชีวิต คิดว่าอะไรสำคัญกับคุณมากที่สุด จนคุณสามารถปรับพฤติกรรมและพฤติกรรมการใช้จ่ายได้แค่ไหน

DIGITAL BUSINESS CONSULT

สร้างโอกาสทางธุรกิจในยุค Digital ด้วยชุดความรู้จากประสบการณ์ตรงจากที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ ให้คุณทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างมีแบบแผน และเป็นรูปธรรม จัดตั้งและบริหารโดย ดร.โดม อุดมธิปก ไพรเกษตร เพื่อสนับสนุนที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ SMEs และนักการตลาดรุ่นใหม่ จึงให้ความสำคัญกับการให้คำปรึกษา สร้างความเข้าใจ ประยุกต์แนวคิด และใช้เครื่องมือ Digital เพื่อให้คุณดำเนินธุรกิจก้าวทัน Digital 4.0 ในปัจจุบัน

แสดงความคิดเห็น