ใช้โซเชียลมีเดียอะไรโฆษณาสินค้าบนออนไลน์ให้เป๊ะเว่อร์ !

โดย ดร.โดม อุดมธิปก ไพรเกษตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิทัล บิสิเนส คอนซัลท์ จำกัด

สวัสดีครับเมื่อวานนี้เราคุยถึงเรื่องโฆษณาบนออนไลน์ เราโยงกันมาตั้งแต่ว่าจริง ๆต้องซื้อโฆษณาหรือไม่ มีผลอย่างไรหรือไม่ แล้วยังได้ระบุว่าจริง ๆ บางตัวก็อาจไม่ต้องซื้อก็ได้รวมถึงโฆษณากับประชาสัมพันธ์ก็มีความต่างกันด้วย แล้วผมก็เน้นย้ำว่าถ้าคอนเทนต์ดีเราก็ไม่ต้องซื้อก็ได้ เพราะถ้ามันดีจริง ๆเดี๋ยวก็มีคนช่วยกระตุ้นในเรื่องของการเห็น การเข้าถึง กดไลท์ กดแชร์กันมากขึ้นด้วย ฯลฯ

 วันนี้ (29 มี.ค.) เรากลับมาคุยกันต่อในรายการ SME CHAMPION ทางคลื่น 89.5 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี ประเด็นที่เราจะพูดคุยกันในวันนี้ยังคงเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากเมื่อวาน ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรไปติดตามกันได้เลย

คือถ้าเราอยากให้มีคนซื้อของซึ่งเมื่อวานผมพูดไปแล้วว่า บางทีการไม่โฆษณาแค่ประชาสัมพันธ์หรือเอาคอนเทนต์โพสต์อย่างเดียวมันอาจจะวัดผลไม่ได้  โดยปกติแล้วถ้าคนเห็นคอนเทนต์ไหนมันปังบนโลกออนไลน์โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดียอย่างเฟสบุ๊ค  ผมจะบอกกับทางทีมงานว่าให้ยอมจ่ายตังค์หน่อยการจ่ายตังค์มันจะทำให้เราได้เข้าถึงข้อมูลลูกค้าที่อยู่บนเฟสบุ๊คได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่จำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างเดียวแต่ได้เข้าถึงข้อมูลของลูกค้ามากขึ้นด้วย เพราะว่าเวลาคนกดไลท์กดแชร์นั้นเราไม่รู้ว่าคนกดไลท์กดแชร์เป็นใครบ้าง ????

อยากเรียนว่ากรณีถ้าเรามีคอนเทนต์ที่กำลังโดนอยู่ก็อาจจะต้องลงทุนยอมซื้ออีกหนึ่งร้อยเพื่อให้ได้ข้อมูลกลับมา  สมมติว่าเราทำคอนเทนต์แล้วมีคนกดไลท์กดแชร์ประมาณสัก 1 หมื่น ซึ่งถือว่าเยอะแต่จำนวน 1 หมื่นที่มากดไลท์กดแชร์ตัวคอนเทนต์นั้น ตัวโพสต์นั้นเรารู้หรือไม่ว่าเป็นผู้ชาย ผู้หญิง ช่วงอายุ การศึกษาเราไม่รู้ ทีนี้ถ้าเราอยากรู้เราก็ยอมจ่ายเงินอีกสักร้อยนึงพอจ่ายเงินสิ่งที่ได้คือ 1.ทำให้คนเห็นเพิ่มมากขึ้นจาก 1 หมื่นอาจจะเป็นหมื่นห้าหรือสองหมื่นเพราะมันมีค่าทวีคูณ 2.ก็คือว่ามันจะทำให้เราเข้าถึงคนที่มาไลท์คอมเมนต์แชร์ว่าคนดังกล่าวมีโปรไฟล์เป็นแบบไหน เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง อายุ เพศ การศึกษาอะไรอย่างนี้ อยู่ที่ไหนกันบ้าง

            ข้อมูลพวกนี้ที่ได้กลับมามันจะได้ประโยชน์ในแง่ของการวิเคราะห์มากขึ้น มากกว่าการที่เราแชร์คอนเทนต์ไปเฉย ๆ เพราะเราไม่รู้ว่าคนที่เข้ามาเป็นยังไง อันนี้กรณีที่พูดถึงเรายังไม่ได้เชื่อมโยงกับเว็บไซต์นะครับ แล้วข้อมูลดังกล่าวสามารถเอาไปใช้งานต่อได้ เอาไปวิเคราะห์ได้ว่าคนที่ไลท์คอมเมนส์แชร์ตัวโพสต์นี้อยู่ที่ไหน เพศชายเพศหญิง ช่วงอายุ การศึกษาอย่างนี้ พวกนี้พอมันได้แล้วเอามาทำประโยชน์ต่อได้อีกเยอะ เพราะไม่เช่นนั้นบางทีเราก็ไม่รู้เหมือนกับเป็นการเหวี่ยงแห แต่ว่าพอมันโฟกัสปุ๊บมันได้ พอได้ปุ๊บครั้งต่อมาเราสามารถโฟกัสได้

ผมขอยกตัวอย่างเช่น คอนเทนต์ปรากฏว่าคนที่กดไลค์กดแชร์เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย คราวหน้าเราโพสต์จะได้โฟกัสไปที่ผู้หญิงเพราะว่าในแง่ของตัวเฟสบุ๊คมันสามารถทำทาเก็ตติ้งบนแฟนเพจตอนโพสต์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินหรือทาเก็ตติ้งตรงนั้นมันเลือกอายุ เพศ โลเคชั่นและความสนใจได้ เพราะฉะนั้นเฟสบุ๊คก็มีเครื่องมือที่ไม่จ่ายเงินแต่ว่าการจ่ายเงินบางส่วนมันจะทำให้เราเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้นแล้วเอามาใช้ในแง่ของการวางแผนจัดการได้ดีขึ้น อันนี้ก็คร่าว ๆ เป็นตัวอย่าง

            ทีนี้ถ้าดูโซเชียลมีเดียตัวอื่นอย่างที่ฮิตกันตอนนี้ก็คือ “ไลน์”  ไลน์มันซื้อโปรโมทไม่ได้อยู่แล้วก็จะเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นเวลาเราโพสต์คอนเทนต์ไปบนไลน์มันก็มีไทม์ไลน์ หลายคนก็เริ่มใช้ไทม์ไลน์ไปเอาคอนเทนต์ที่โพสต์มาแปะไว้ในไทม์ไลน์ของตัวเองให้เราใช้ไลน์โปรไฟล์ธรรมดา  ทีนี้หลายคนบอกว่าสร้างไลน์กรุ๊ปคำถามคือ การสร้างไลน์กรุ๊ปทุกคนมีสิทธิที่จะพูดคุยบนไลน์กรุ๊ปได้หมดไม่ใช่เฉพาะเราคนเดียว ผมเคยทดสอบในการทำคอนเทนต์แล้วมีลิงค์ดู ใส่กรุ๊ป ใส่ในเฟสบุ๊คแต่ไม่บู๊ทโพสต์พอ ๆ กัน ปรากฏว่าไลน์นั้นบางทีเราไม่มีคนคิดอ่านเพราะไลน์คอนเทนต์มันไปเร็ว เพราะฉะนั้นคนที่ทำธุรกิจก็เลยต้องสร้างไลน์แอต

            ทีนี้ไลน์แอตแม้ว่ามันจะมีฟรีแต่ฟรีของไลน์แอตมันทำอะไรได้น้อยมาก มันคือให้แค่ทดลองใช้ หรือถ้าอยากได้ประโยชน์มันจริง ๆ ได้ชื่อเฉพาะของเราก็ต้องจ่ายตังค์  โอเคจ่ายไม่เยอะแต่ก็ต้องจ่ายตังค์ มีแพ็คเกจเป็นหลักหลายร้อยต่อเดือนจนกระทั่งถึงหลายพันต่อเดือน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนคนติดตามไลน์แอตเราแต่สิ่งที่สำคัญคือแล้วเราจะหาคนมากดไลน์แอตของเราจากไหน มันก็ต้องหาผ่านสื่ออื่นไม่ว่าจะเป็นผ่านโบชัวร์ โปสเตอร์ผ่านอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นสื่อของเรา นามบัตร หรือบนบรรจุภัณฑ์ของสินค้าเราอย่างนี้เป็นต้น อีกวิธีหนึ่งคือเอาไปโปรโมทบนเฟสบุ๊คให้คนกดลิงค์กลับเข้ามาที่ไลน์แอตแล้วสมัครเป็นสมาชิก หรือว่าให้คนสแกนไลน์แอตบนเฟสบุ๊คนะครับ ซึ่งแปลว่าบางส่วนก็ต้องจ่ายเงินหรือไม่ต้องจ่าย หรืออาจจะต้องทำกิจกรรมบนเฟสบุ๊คเพื่อให้คนมากดไลน์แอต

            กิจกรรมแบบนั้นเช่น แจกรางวัล ตอบคำถามอะไรแบบนี้เป็นเครื่องมือคร่าว ๆที่จะต้องใช้ ทีนี้พอเราได้สมาชิกในไลน์แอตแล้วเราก็ต้องสื่อสารกับเขาใช่มั้ยครับ ซึ่งอันนี้มันก็เป็นเทคนิควิธีการเป็นเรื่องของคอนเทนต์แล้ว ทีนี้ต้องเข้าใจก่อนว่าไลน์แอตมันไม่เหมาะสำหรับการโฆษณาแบบลูกค้าไม่รู้จักเรา เพราะว่ามันมีโอกาสมากที่ลูกค้าซื้อสินค้าของเราเสร็จแล้วก็บล็อคเพราะว่าไลน์แอตไม่มีสติ๊กเกอร์ ขนาดที่ไลน์ออฟฟิศเชียลมีสติ๊กเกอร์คนโหลดสติ๊กเกอร์เสร็จก็บล็อค อัตราการบล็อคมันก็สูงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่าบางทีโพสต์ขายของมาก ๆ คนรู้สึกไม่เป็นประโยชน์ก็บล็อกเลย เพราะฉะนั้นเข้าใจว่าคอนเซ็ปของไลน์แอตไม่ใช่เป็นการโฆษณาแบบขายสินค้า  มันต้องเป็นการสื่อสาร การพูดคุยเป็นการให้อินฟอร์เมชั่นข่าวสารที่มันมีประโยชน์ต่อลูกค้า  ๆ ถึงอยากจะเป็นเพื่อนกับเรา

            ทีนี้ถ้าขายของอย่างเดียวลูกค้าก็บล็อค มีไลน์แอตหลายตัวอย่างตอนที่ผมซื้อกระเป๋าสะพายผมชอบมากเพราะมันเป็นกระเป๋าที่สามารถกันน้ำกันฝนได้แล้วก็มีช่องปิดที่ไม่สามารถให้คนขโมยได้ พอซื้อเสร็จปุ๊บถามว่าผมไม่สนใจไลน์แอตตัวนี้แล้วผมก็บล็อค เพราะว่าไม่ได้ใช้แล้วถ้าจะซื้อของเมื่อไหร่ค่อยเปิด มันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรอันนี้จะเป็นจุดอ่อนของคนที่ใช้ไลน์แอต ในขณะที่เฟสบุ๊คคนที่อยู่บนเฟสบุ๊คกดเป็นเพื่อนแล้วแม้ว่าเขาไม่กลับมาอ่านอีกถ้ายังไม่บล็อคนะ เราสามารถซื้อโปรโมทโพสต์เพื่อให้เขาเห็นทั้งหมดได้แต่ไลน์แอตไม่ได้อันนี้ก็เลยกลายเป็นปัญหา แล้วไลน์แอตมันก็มีความเป็นส่วนตัวมากกว่าเพราะอะไรที่มันไม่ดีจริงคนก็จะไม่อ่าน คนจะไม่เข้ามา

มันก็มีคำถามว่าแล้วการใช้ไลน์แอต จะทำให้การเข้าถึงตัวของคนที่อยู่เป็นสมาชิกได้ง่ายหรือไม่ คำตอบคือใช่ครับเพราะมันก็เข้ามาอยู่ในไลน์ปกติของลูกค้า มันไม่ได้แยกออกมาเป็นอีกช่องทางหนึ่งเพราะฉะนั้นมันก็ปั๊บ ๆขึ้นมาเหมือนมีเพื่อนโพสต์อะไรสักอย่างหนึ่งในไลน์ของเรา เพราะฉะนั้นถ้าเพื่อนคนนั้นโพสต์อะไรที่มันไม่มีประโยชน์ฉันก็บล็อค หรือไม่อ่านก็ Delete ทิ้ง อย่างคุณเจอสวัสดีตอนเช้าทุกวันบางทีจากเพื่อนที่ไม่ได้สนิทกันใช่มั้ย เคยเจอกัน 2-3 ครั้งคุณจะรู้สึกรำคาญมั้ยล่ะจะอ่านหรือไม่บางทีก็จะรู้สึกรำคาญไม่อ่าน ไม่บล็อคก็ไม่อ่านแล้วก็ Delete ทิ้งใช่มั้ย

เพราะฉะนั้นถึงได้บอกว่าไลน์แอตมันมีความเป็นส่วนตัวสูงกว่าเยอะ การใช้ไลน์แอตถึงต้องใช้ให้คุ้มนะครับถ้าใช้ไม่คุ้มก็จะมีปัญหา เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจธรรมชาติของโซเชียลมีเดียแต่ละตัวแล้วก็ทดลองทำ ผมเคยคุยมาหลายครั้งแล้วว่าการทำเรื่องของออนไลน์ Digital Marketing เป็นเรื่องของการทดลองทำ ยิ่งทดลองได้เท่าไหร่มันจะได้ประโยชน์มากนะครับ ก็ฝากถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

แล้วถามว่าถ้าเทียบกันระหว่างเฟสบุ๊คกับไลน์อยากเรียนอย่างนี้นะครับว่า เราใช้เฟสบุ๊คเหมือนสื่อโฆษณา สื่อประชาสัมพันธ์เป็นแม๊ตเข้าถึงกลุ่มเป็นเพื่อนที่ไม่เป็นเพื่อนก็ได้ แต่ถ้าเป็นไลน์แอตมันมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น คนแอตเราซื้อขายของเสร็จก็เดินออกไปไม่สนใจเราแล้ว ถ้าของอันนั้นไม่ได้ซื้อบ่อยนะครับ เพราะฉะนั้นต้องวิเคราะห์ให้ดีว่าสินค้าหรือบริการของเราควรจะใช้เครื่องมือไหนเป็นหลัก แต่ควรใช้ทุกเครื่องมือหรือไม่ ก็ใช้ทุกเครื่องมือตอนนี้เพียงแต่ใช้มากใช้น้อยก็อีกเรื่องหนึ่งขึ้นอยู่กับสินค้าและบริการ  ขึ้นอยู่กับธุรกิจของเรา

            ยกตัวอย่างง่าย ๆอย่างร้านอาหารควรจะมีอะไรก่อน “วงใน”ใช่มั้ยครับ มีไลน์แอต เฟสบุ๊คยังไม่จำเป็นก็ได้ถ้าลูกค้าของเราไม่ได้เป็นคนกว้างมากแค่นั้นก็พอ แต่ว่าถ้าสมมติว่าลูกค้าของเรามีคนต่างถิ่นด้วยที่ไม่ใช่คนในพื้นที่ก็ควรจะมีเฟสบุ๊คด้วยเว็บไซต์ทีหลังอย่างนี้มันขึ้นอยู่กับสินค้าเห็นมั้ย เพราะสินค้าแต่ละแบบมันมีอะไรที่ไม่เหมือนกัน เปิดร้านขายเสื้อผ้ากลุ่มเป้าหมายเป็นคนในชุมชนก็อาจจะมีเฟสบุ๊ค ไลน์แอตอาจจะไม่จำเป็นแต่ถ้าเป็นเสื้อผ้าสำหรับเด็กไลน์แอตอาจจะจำเป็นเพราะว่าคนมีโอกาสซื้อซ้ำบ่อย อะไรอย่างนี้ครับ

            มันต้องวิเคราะห์ตัวลูกค้าว่าลูกค้าคือใคร Customer Segment ต้องให้ชัดเจน Target ชัดแล้วต้องรู้ว่าเขากับเรามีความสัมพันธ์กันอย่างไร เขาจะมาซื้อของเราครั้งเดียวก็ใช้เฟสบุ๊คโปรโมทเว็บไซต์ก็ไม่ต้องซีเรียสอะไรอย่างนี้ ข้อมูลพวกนี้ผู้ประกอบการถ้าเอามาใช้ประโยชน์ในแง่ของการวิเคราะห์ก็จะได้ประโยชน์เยอะมาก แล้วมันนำไปสู่เรื่องของการวางแผนในแง่ของการทำธุรกิจได้ค่อนข้างดี จริง ๆแล้วเฟสบุ๊คมีข้อมูลให้โดยที่เรายังไม่จำเป็นต้องมีลูกค้าเยอะได้ ในเครื่องมือหลัก ๆ อย่างของเฟสบุ๊คมี Facebook Audience Insights ซึ่งตัว Facebook Audience Insights มันไม่ใช่วิเคราะห์เฉพาะเพจของเรามันสามารถวิเคราะห์คนที่อยู่บนเฟสบุ๊คทั้งหมดในประเทศไทย เราสามารถดูได้ว่าคนในประเทศไทยสนใจธุรกิจอะไร เกิดวันไหน พวกนี้มันเป็นเครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์ได้

            ตัวเว็บไซต์ถ้าเรายังไม่มีแต่เราใช้เครื่องมือของกูเกิล โดยกูเกิลมีเครื่องมือที่เรียกว่า Google Adwords ซึ่งจะใช้ในการลงโฆษณาบน Google Search ใช้ในการลงโฆษณาแบนเนอร์ที่เราเรียกว่า Google ad network ในเว็บไซต์ต่าง ๆ ใน Google Adwords เองมีเครื่องมือที่เรียกว่า Keyword Planner ซึ่งตัว Keyword Planner ลองใส่คำต่าง ๆ เข้าไปเราจะรู้ว่าคนเวลาค้นหาสินค้าเรื่องนั้น ๆ นี่ใช้คำอะไร คือเครื่องมือพวกนี้ถ้าเรียนรู้และทำความเข้าใจโดยที่เข้าใจมัน มันจะวางในการทำธุรกิจ ลดต้นทุนในการทำธุรกิจได้ค่อนข้างมาก

ผู้ดำเนินรายการยังได้สอบถามผมว่าในฐานะที่ปรึกษาของการทำธุรกิจในหลากหลายรูปแบบโมเดล มีคนเข้ามาขอคำแนะนำมากน้อยแค่ไหน ก็อยากเรียนว่าจริง ๆ ต้องมองว่าที่ผ่านมาตัวโซเชียลมีเดียทุกคนมองเหมือนกับว่าใช้มันเป็นเครื่องเล่นในแง่ของการเล่น แล้วก็ในอดีตตัวโซเชียลมีเดียมันก็เปิดให้ทำแบบเสรีไม่ต้องจ่ายเงิน คนก็เลยรู้สึกว่าโอเคไม่ต้องซีเรียสอะไรกันมากทำแล้วก็ดังได้ แต่ว่าพอตอนนี้มันเริ่มยากขึ้นมันซับซ้อนขึ้น การที่จะให้เข้าถึงเรื่องข้อมูลของลูกค้าบนโลกออนไลน์กลายเป็นเรื่องที่จำเป็น

ทางบริษัทผมเองก็มีการจัดฝึกอบรมด้วยให้กับคนที่สนใจเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลอย่าง Facebook Audience Insights หรือตัว Google Adwords Keyword Planner ว่าจะหาข้อมูลแบบนี้แล้วประกอบการตัดสินใจทำธุรกิจ วางแผนการตลาดได้แบบไหนอย่างไร  ก็ลองเข้าไปดูที่เพจชื่อ Customer Insights ครับ เพจนี้ก็จะเป็นเพจที่ทำเพื่อที่จะเจาะลึกข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของตัว Facebook แล้วก็ตัว Google Analytics ,Google Adwords อะไรพวกนี้คือเครื่องมือในการให้เข้าถึงInsights ของลูกค้านะครับ ซึ่งแตกต่างจากตัวเพจชื่อ Digital Business Consult อันนั้นเน้นเรื่อง Business Model เราจะเอาออนไลน์มาช่วยในเรื่องของการทำธุรกิจอย่างไร Customer Insights คือเอาข้อมูลลูกค้าที่อยู่บนโลกออนไลน์มาช่วยในการทำธุรกิจอย่างไรซึ่งมันเป็นส่วนที่สำคัญครับ

แสดงความคิดเห็น

Related Post

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *