เลิกเคลิ้ม “แจ็คหม่า”ปลุก SMEs ตื่นเร่งปรับทัพธุรกิจ

โดย ดร.โดม อุดมธิปก ไพรเกษตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิทัล บิสิเนส คอนซัลท์ จำกัด

ยังคงเป็นประเด็นที่ต่อเนื่องจากครั้งที่แล้ว ที่ผมได้รับเกียรติจากรายการ “เพาะกล้าธุรกิจ” ทางคลื่นวิทยุ FM. 90.5 ที่มี “คุณลักขณา จำปา” เป็นผู้ดำเนินรายการ สำหรับประเด็นการพูดคุยในครั้งนี้ทางผู้ดำเนินรายการได้ตั้งคำถามว่าการเข้ามาของแจ็คหม่า และกลุ่มอาลีบาบา ในส่วนของผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวกันอย่างไรในการแข่งขันทางธุรกิจ

ผมว่าประเด็นคำถามเรื่องนี้น่าสนใจอย่างยิ่งนะครับ ผมอยากเรียนอย่างนี้ว่าผมมองอาลีบาบาหรือแจ็คหม่าเป็นแค่หนึ่งชาแนลของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยนะครับ คือเราอย่าไปยึดติดว่ามันมีชาแนลเดียว แล้วเนื่องจากว่าเขาเป็นนักธุรกิจเขาก็เหมือนนักธุรกิจทั่ว ๆไป นั่นหมายความว่าเขาจะต้องทำประโยชน์สูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นเขาไม่ใช่ให้กับผู้ค้า แล้วก็เนื่องจากว่าเขาเป็นธุรกิจอยู่ในสัญชาติจีนเพราะฉะนั้นก็ต้องตอบโจทย์ของธุรกิจสัญชาติจีนเป็นหลักก่อน

ทีนี้ผมเรียนอย่างนี้ครับ อย่างสัปดาห์ที่แล้วเราพูดคุยกันว่ายังไงก็แล้วแต่ไม่ว่าจะขายของทางออนไลน์หรือออฟไลน์ก็ดี เรื่องของคุณภาพเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดถูกมั้ยครับแล้วสินค้าบนออนไลน์มันสามารถตรวจสอบได้ง่าย โอเคเรื่องราคาเรื่องคุณภาพตรวจยากแต่ราคามันเช็คกันได้ง่ายมากเพราะฉะนั้นราคาก็ต้องสมเหตุสมผล ทีนี้บนออนไลน์เขาตรวจคุณภาพโดยวิธีการหาข้อมูลจากการอ้างอิงของลูกค้าคนอื่น ๆ ใน Platform ของอีคอมเมิร์ซทุก Platform ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการจะมีการให้เราเรียกว่าเป็นเรื่องการให้ความคิดเห็นหรือ Comment ของผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าหรือบริการนั้น

อย่างเช่น Agoda เวลาเราไปเที่ยวโรงแรมแล้วซื้อผ่าน Agoda พอเราพักเสร็จทาง Agoda ก็จะบอกเราว่าคุณช่วย Comment หน่อยสิว่าที่คุณมาพักที่นี่เป็นยังไงบ้าง ถ้าเรา Comment เราก็จะได้แต้มแล้วแต้มก็เอาไปเป็นส่วนลดต่อ กรณีลาซาด้าก็มีเช่นเดียวกันนะครับ ไม่เว้นแม้แต่ทีมอลล์, อาลีบาบา, JD.COM ทุกอย่างมีหมดเพราะฉะนั้นในแง่ของเราเองครั้งแรกสมมติว่ายังไม่มีใครรู้จักเราเลยถูกมั้ยครับ

1.คือราคาต้องสมเหตุสมผลแต่ว่าแข่งกับคู่แข่งได้ การตั้งราคาที่แพงกว่าในช่วงแรกอาจจะลำบากเพราะถ้าคนไม่รู้จักเรานะครับ เพราะฉะนั้นช่วงแรกยังไงราคาต้องอย่าแพงกว่าคู่แข่งนะครับ ต้องหา Site Reference คือการรับรองว่าคุณภาพสินค้าของเราดีจริง ๆ เช่นเราได้มาตรฐานมอก.เมืองไทย ,เราได้ Thailand Best จากกรมส่งเสริมการส่งออก ,เราได้ Thailand Serect ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมถ้าจำไม่ผิดนะ คือเครื่องหมายอะไรพวกนี้ต้องเอามาใส่ให้หมด เพื่อเป็นการรับรองตัวเอง

ถ้าเป็นสินค้าหมวดอาหารหรืออาหารแปรรูป สินค้าเกษตรแปรรูป ต้องได้มาตรฐานจากสถาบันอาหารหรือได้รับการตรวจรับรองจากเซ็นทรัลแลบอย่างนี้เป็นเรื่องที่จำเป็น ถัดมาก็คือว่ามีลูกค้ารายไหนที่เป็นรายใหญ่เคยซื้อสินค้าบริการเราบ้างเช่น เราทำทุเรียนง่ายสุด ถามว่าจู่ ๆ เราไปแปะขายทุเรียนในทีมอลล์หรือในอาลีบาบาคนจะเชื่อเราหรือไม่ แน่นอนว่าไม่เชื่อ แม้จะบอกว่ามาจากไทยเราอาจจะต้องมี Reference ว่าโอเคสวนของเรานี่ได้มาตรฐาน 12345 แล้วปกติเราส่งให้กับสมมติว่าเป็นห้างบิ๊กซี หรือส่งให้กับโลตัสอย่างนี้มันจะได้รับความน่าเชื่อถือนะครับ หรือว่าสินค้าของเราส่งให้กับเอ็มเคส่งให้กับเซ็นทรัลเรสเตอรองส์คือการได้ใช้ Site Reference จะได้เปรียบถูกมั้ยครับ มันจะทำให้คนที่ซื้อมีความมั่นใจเพราะว่าเวลาเขา Search แล้วเขาเห็นเรา

ทีนี้กรณีถ้าเราขายในลักษณะที่เป็นรายย่อย ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าเวลามีคนซื้อสินค้าบริการเราไปเราก็จะได้ข้อมูลว่าใครซื้อ ควรจะมีอีเมลกลับไปหาเขาให้ช่วย Comment ให้เราหน่อย อย่างผมเพิ่งซื้อสินค้าตัวหนึ่งจากอาลีเอ็กเพรสเขาก็ส่งของมาให้ก็จะมีการ์ดใบหนึ่ง ในการ์ดมีคิวอาร์โค้ตแล้วก็มีลิงค์บอกว่าช่วยเข้าไป Comment การใช้บริการสินค้าเขาตามลิงค์ให้หน่อย พอเราทดลองใช้เสร็จแล้วเราพอใจเราก็ช่วยเขาหน่อยเหมือนไปช่วยรีวิวให้ ก็กลายเป็นว่าเขาก็ได้ผมเป็น Site referrence อีกหนึ่งเสียง อันนี้จำเป็นเพราะฉะนั้น 1.ราคา 2.ก็คือตัวคุณภาพ ต้องมีตัวอ้างอิงเป็น Site reference สร้างความน่าเชื่อถือ

ถัดมาอีกเรื่องที่ถือเป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากเราจะขายสินค้าไปจีนฉะนั้นจำเป็นต้องใช้ภาษาจีน  เขาไม่อ่านภาษาอังกฤษครับต้องใช้ภาษาจีนแล้วก็ภาษาอังกฤษ ฉะนั้นต้องแปลทุกอย่างเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษอันนี้ถือว่าจำเป็นมาก แล้วก็ต้นทุนจริง ๆ ไม่เยอะครับ วันนี้ภาษาจีนในหลาย ๆ มหาวิทยาลัยมีนักศึกษาจีนอยู่แล้วและนักศึกษาจีนเหล่านี้ก็พูดไทยได้นะครับ ก็ไปให้นักศึกษาเหล่านั้นแปลก็ได้ครับเสร็จแล้วก็เอาขึ้นไป

หลาย ๆ แห่งใช้วิธีจ้างนักศึกษาเป็นพาร์ทไทม์ให้ตอบอย่างเดียว  เพราะว่าเจ้าของไม่รู้ภาษาจีนก็เลยจ้างนักศึกษาเป็นพาร์ทไทม์ให้ช่วยตอบครับ ซึ่งราคาก็ไม่แพงด้วยแล้ววันนี้ทำบนมือถือจะทำที่ไหนก็ได้ อันนี้จึงกลายเป็นข้อดีครับคือไม่ต้องมาออฟฟิศแล้วเราก็ตรวจสอบได้ด้วยว่าเขาตอบยังไง เราไม่รู้ภาษาจีนแต่เวลาเขาเขียนเราก็โพสต์ภาษาจีนอันนี้ไปแปะใน Google translate อย่างน้อยก็ได้ 70 หรือ 80 เปอร์เซ็นต์แล้วข่าวที่ออกมา

นอกจากนี้สิ่งที่ผมอยากเน้นย้ำถึงผู้ประกอบการอีกสักนิดคือ สินค้าที่ขายผ่านอีคอมเมิร์ซเนื่องจากว่าลูกค้าไม่เห็นตัวสินค้าจริง ดังนั้นเรื่องของการถ่ายรูปนี่จึงสำคัญมาก รูปถ่ายที่จะเอามาใช้ประกอบต้องลงแบบถ่ายรูปให้สวยถ้าจะต้องจ้างถ่ายก็จำเป็นเพราะว่ารูปไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย แล้วตอนนี้ผมเข้าใจว่าสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือสสว.เขามีโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึง Platform อีคอมเมิร์ซ ซึ่งปีนี้เขาจะเน้นตัว Platform ที่เรียกว่าช้อปปี้เป็นหลัก อันนี้สำหรับคนที่ทำธุรกิจเป็น B2C เพราะฉะนั้นใครมีความรู้ความสามารถลองเข้าไปที่หน้าเว็บ แล้วโครงการนี้ทำทั่วประเทศไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพฯอย่างเดียว ผู้ประกอบการสามารถเข้าโครงการนี้ เราบอกว่าเราถ่ายรูปไม่สวยมีคนถ่ายรูปให้ แล้วเขาก็มีคนเขียน Content ให้เราเพื่อที่จะเอาขึ้นเว็บไซต์ เปิดเว็บไซต์ให้ อย่างน้อยเข้าไปดูกันนะครับ

อย่างไรก็ตามถ้าเราทำธุรกิจนี้เราก็ไปศึกษาจากคู่แข่งก่อน เราก็เข้าไปดูในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซต่าง ๆ ดูแล้วก็เอาสินค้าของเราใส่เข้าไปเป็นคีย์เวิร์ด แล้วก็ดูว่ามันโชว์อะไรออกมา คีย์เวิร์ดจะกลายเป็นอีกเรื่องที่สำคัญเพราะแม้ว่าเราเลือกcapitory ยกตัวอย่างเช่นเราเลือกเป็นของเล่นเวลาคน Search คนอาจจะไม่  Search ว่าของเล่นอาจจะ Search  คำว่า “ของขวัญ” ซึ่งเป็นคำใกล้เคียง คือสินค้าที่มันรีเลกเพราะฉะนั้นต้อง Search ของขวัญ เพราะว่าของเล่นเอาไปประกอบกันได้ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจตัวผู้บริโภค

ซึ่งพวกนี้ในแง่ของคีย์เวิร์ดเรื่องพวกนี้ถ้าเราเข้าไปเป็นเมมเบอร์แล้วส่วนใหญ่เขาก็จะมีประวัติ คนที่ซื้อสินค้าบริการของเขาส่วนใหญ่จะใช้คีย์เวิร์ดแบบไหนอย่างไร หรือถ้าเราไม่รู้ก็แนะนำว่าให้ไปใช้ในกูเกิล ซึ่งกูเกิลก็จะมีคีย์เวิร์ดฟังก์ชั่นใน  Google Adward ฟังก์ชั่นที่เรียกว่า Keyword planner ลองไปใส่คีย์เวิร์ดใน  Keyword planner ก็จะรู้ว่าที่เขาค้นหาในกูเกิลนี่เขาใช้คีย์เวิร์ดอะไร อันนี้ก็จะช่วยเราได้ เพราะฉะนั้น 1.สินค้าต้องมี reference  Site 2.ราคาต้องแข่งขันได้ สมเหตุสมผล มีภาษาที่เป็นภาษาของลูกค้าถ้าลูกค้าเป็นชาวต่างชาติเป็นคนจีน หรือภาษาอังกฤษถ้าไม่ใช่ลูกค้าจีน จะต้องเป็นภาษาจีน มีรูปถ่ายที่มันชัดเจนแล้วก็หาคีย์เวิร์ดให้พบ

มันก็มีประเด็นคำถามจากผู้ดำเนินรายการว่า ความรู้สึกในเรื่องของสินค้าบางทีมันก็แตกต่างกันอย่างบสินค้าบางอย่างที่ขายในบ้านเราแทบจะไม่มีภาษาไทย มีแต่ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาฝรั่งเศส เยอรมันแต่มีข้อความที่เป็นภาษาไทยแปะอยู่นิดหนึ่ง แต่คนไทยก็จะซื้อเพราะรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นของดีทั้งที่ราคาก็สูงด้วย

ผมอยากเรียนอย่างนี้ว่าเราต้องเข้าใจก่อนว่าจีนเขาบล็อคเว็บไซต์ต่างชาติอันนี้อันแรก เพราะฉะนั้นเว็บไซต์ต่างชาติที่จะเข้าจีนได้เป็นเรื่องที่ยากมากเพราะคนจีนจะเข้าเว็บจีนเป็นหลัก พอเข้าเว็บจีนก็ต้องใช้ภาษาจีน คือเราใส่ภาษาไทยได้แต่เขาจะอ่านไม่รู้เรื่อง  ขณะที่คนไทยเองก็มีความเชื่อว่าของต่างชาติดีกว่าแต่คนจีนเขาคิดว่าของเขาดีกว่าเพียงแต่ว่าเขาเชื่อว่าสินค้าจากไทยตามcappitory ดีกว่าสินค้าบ้านเขา โดยเฉพาะในหมวดอาหารเราได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคจีนมาก

จริง ๆ แล้วผมอยากให้รอครับ อย่างที่บอกช่วงพ.ค-มิ.ย.ทางเซ็นทรัลจะเปิดตัวกับทาง JD.ดอตคอม เดี๋ยวเจดีก็จะเข้ามา ทางผู้ประกอบการไทยควรใช้ทุกชาแนลไม่ควรยึดติดกับเจ้าใดเจ้าหนึ่ง มีชาแนลไหนที่เปิดให้เราขายสินค้าเข้าไปจีนได้ทำเถอะครับ ทีนี้การขายสินค้าให้กับคนจีนมันมี 2 แบบนะครับ ขายให้คนจีนในจีนกับขายให้คนจีนในเมืองไทยก็จะต่างกัน เครื่องมือก็จะคล้าย ๆ กัน

ถามว่าถ้าจะเข้าไปในส่วนของเจดีแล้วจะต้องผ่านเซ็นทรัลจะมีเงื่อนไขอะไรเยอะขึ้นหรือไม่ ผมว่าจริง ๆ ผม เข้าใจว่าเซ็นทรัลน่าจะช่วยเรามากกว่า จริง ๆ ทุกวันนี้เราไปโพสต์ขายในเจดีได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามันอาจจะลำบากถูกมั้ยครับ แล้วก็พอเซ็นทรัลมาร่วมมือกับเจดีเขาก็ต้องการเป็นอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์ม เพราะเซ็นทรัลเองสินค้าบริการที่เขาผลิตเองก็ไม่ได้มากเพราะฉะนั้นเขาก็เอาสินค้าบริการอีกมากมายมาขาย แล้วก็เจดีก็เป็นช่องทางหนึ่งคือทางลัดที่เข้าไป ส่วนค่าบริการผมคิดว่าช่วงแรก ๆ นะธุรกิจนี้ค่าบริการฟรีเพราะเขาต้องการมีคนขายเยอะ ๆ เพราะถ้าคนขายน้อยก็จะไม่มีคนซื้อฉะนั้นก็ให้คนขายเข้ามาคุย แต่ไม่เหมือนอาลีบาบาที่ทุกวันนี้ถ้าจะไปขายต้องเสียเงินเพราะเขาถือว่าเขามีคนเยอะอยู่แล้ว

แล้วจะมีเงื่อนไขซึ่งกันและกันหรือไม่ว่าถ้าคุณมาใช้บริการของฉันห้ามไปใช้อีกเจ้าหนึ่ง ผมเรียนว่าไม่มีใครมีแนวคิดนี้ครับเพราะว่ามันยากคนที่จะกำหนดแบบนั้นได้ต้องตีตลาดทั้งหมด แต่นี่ไซต์มันพอ ๆกันครับ

รู้กันอย่างนี้แล้วสำหรับผู้ประกอบการไทยก็ควรเร่งรีบในการปรับทัพธุรกิจกันแต่เนิ่น ๆ อย่ามัวแต่นั่งเคลิ้มกับการเดินทางมาของ “แจ็คหม่า” เพราะคงไม่เกิดผลดีกับธุรกิจของคุณเป็นแน่

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *