Facebook – Google จาก Tech-Startup สู่เอเจนซี่โฆษณาที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก

สงคราม Data Analytics

รายได้เกินครึ่งของบริษัทผู้ทรงอิทธิพลของโลกอย่าง Facebook และ Google มาจากการขายโฆษณา ผ่าน Bigdata ขนาดมหึมาที่กุมข้อมูล ความสนใจ และพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนทั้งโลกไว้ในมือ

Bigdata กลายเป็นอาวุธสำคัญของ Facebook – Google

เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า Bigdata จากทั้ง Facebook – Google เป็นสิ่งที่เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์กับธุรกิจของเราได้ และนำไปสู่อาวุธสำคัญของทั้งสองแบรนด์ยักษ์ ที่รายได้เกินครึ่งมาจากการขายโฆษณาผ่าน Facebook Ads Manager และ Google Adwords ถึงขนาดที่พ่อมดการเงินอย่าง George Soros ยังต้องออกมาโจมตีแบบรุนแรง ซึ่ง Businessinsider

รายงาน Speech ดังกล่าวของ Soros ในเวทีประชุม World Economic Forum ที่ดาวอสบอกว่า ทั้งอัลกอริทึ่มและระบบจัดการของ Facebook – Google มีลักษณะผูกขาดเป็นเผด็จการ และชี้นำผู้คนได้อย่างแนบเนียน เข้าครอบงำทางความคิดได้ในรูปแบบที่พวกเขาอาจไม่รู้ตัวต้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังเปลี่ยนไป เป็นลักษณะของเผด็จการอย่างสมบูรณ์แบบ แม้หลายคนจะออกมาวิจารณ์ Soros ว่า พ่อมดการเงินรายนี้แค่มีความต้องการที่จะเขย่าหุ้นของ Facebook กับ Google ก็ตาม

Bigdata กลายเป็นอาวุธสำคัญของ Facebook – Google
George Soros

Facebook – Google กวาดรายได้โฆษณาหลายพันล้านสหรัฐฯ ในปี 2017

ในช่วงเกือบ 10 ปี ที่ผ่านมา หลายๆ แบรนด์ค่อยๆ เปลี่ยนงบประมาณจากสื่อดั่งเดิมไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์ หรือนิตยสาร หันมาที่สื่อออนไลน์มากขึ้น โดย Facebook – Google ยังครองส่วนแบ่งรายได้ 60% ของโฆษณาออนไลน์จากทั่วโลก และตามรายงานการวิจัยของ WARC ยังเปิดเผยอีกว่า บริษัทผู้นำตลาดด้านการค้นหาและบริษัทโซเชียลมีเดียจะใช้เงิน 1 ใน 4 ดอลล่าร์สหรัฐฯ จ่ายเงินในการซื้อโฆษณาสื่อออนไลน์

ไทม์ไลน์แสดงรายได้ตามไตรมาสของ Facebook

 

ไทม์ไลน์แสดงรายได้ตามไตรมาสของ Google

ศึกนี้ใครจะชนะ เมื่อ Google ดึง traffic ได้ดีกว่า Facebook

Recode ยังเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Traffic ที่มาจากเว็บไซต์ทั้ง Facebook – Google ตั้งแต่ปลายปี 2017 จนถึงสิงหาคม 2018 พบว่า Google สามารถสร้าง Traffic ได้นำ Facebook

ซึ่งสาเหตุหลักน่าจะมาจากการปรับอัลกอริทึ่มของ Facebook ที่ปรับลด Reach โดยเฉพาะประเภท Content ที่เป็น Share Link จากภายนอก


ประกาศของ Mark Zuckerberg เรื่องการปรับลด Reach

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ Digital Business Consult ค้นพบ ก็คือแม้การเข้าถึง Post ของ Users จะลดลงแต่ Engagement ต่อโพสต์กลับเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่เพจที่มีปัญหากับการลด Reach ของ Facebook จึงเป็นเพจที่มาจาก 2 กรณี

  1. ยอดไลค์เพจสูง แต่ไม่ใช่ฐานลูกค้าของคุณ
  2. Content บนเพจไม่ตรงต่อความสนใจของแฟนเพจ

ที่สำคัญ Facebook ต้องการให้สังคมใน Facebook เป็นสังคมที่เกิดการสื่อสารกันระหว่างเพื่อนและครอบครัวมากกว่าเพจ อีกนัยยะหนึ่งก็คือ หากใครต้องการเข้าถึง Big Data ที่ Facebook เก็บรวบรวมมานั้น อาจจะต้องแลกมาด้วยการจ่ายเงินบูทโพสต์ ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มว่าราคาโฆษณาจะสูงมากขึ้น จนในที่สุดแบรนด์อาจหันไปใช้กลยุทธ์อื่นแทน เช่น การพัฒนาคุณภาพเว็บไซต์เพื่อให้ติดอันดับ SEO บน Google และยังรวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ อย่าง Twitter, Line, Instagram ฯลฯ ส่งผลให้แนวโน้มในอนาคต Google จะเข้ามามีอิทธิพลกับการตลาดออนไลน์ในฐานะคู่แข่งของ Facebook อย่างน่ากลัว และสำหรับแบรนด์ที่พึ่ง Traffic จาก Facebook อย่างเดียวก็อาจจะต้องปรับตัว และเริ่มทำ SEO ได้แล้ว

 

Digital Business Consult

สร้างโอกาสทางธุรกิจในยุค Digital ด้วยชุดความรู้จากประสบการณ์ตรงจากที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ ให้คุณทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างมีแบบแผน และเป็นรูปธรรม จัดตั้งและบริหารโดย ดร.โดม อุดมธิปก ไพรเกษตร เพื่อสนับสนุนที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ SMEs และนักการตลาดรุ่นใหม่ จึงให้ความสำคัญกับการให้คำปรึกษา สร้างความเข้าใจ ประยุกต์แนวคิด และใช้เครื่องมือ Digital เพื่อให้คุณดำเนินธุรกิจก้าวทัน Digital 4.0 ในปัจจุบัน

 

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *